รีวิว Hot Wheels Infinite Rush: เปลี่ยนสูตรเป็นโอเพ่นเวิลด์แต่ความสนุกดรอปลง
IGN มองว่า Hot Wheels Infinite Rush พยายามยกเครื่องซีรีส์แข่งรถของ Hot Wheels ให้คล้าย Burnout Paradise มากขึ้น ด้วยโครงสร้างแบบโอเพ่นเวิลด์และแผนที่ขนาดพอประมาณหลายโซน แต่ผลลัพธ์กลับทำให้เกมเสีย…

IGN มองว่า Hot Wheels Infinite Rush พยายามยกเครื่องซีรีส์แข่งรถของ Hot Wheels ให้คล้าย Burnout Paradise มากขึ้น ด้วยโครงสร้างแบบโอเพ่นเวิลด์และแผนที่ขนาดพอประมาณหลายโซน แต่ผลลัพธ์กลับทำให้เกมเสียเสน่ห์เฉพาะตัวที่ Milestone เคยทำได้ดีใน Hot Wheels Unleashed ทั้งสองภาคก่อนหน้า เพราะความยิ่งใหญ่ การจัดฉาก และความแปลกตาแบบโลกของเล่นหายไปเกือบหมด เหลือไว้เพียงเกมแข่งรถที่ใช้งานได้ แต่ดูธรรมดาและจืดชืดกว่าที่ควรจะเป็น
จุดที่ยังโดดเด่นคือโมเดลรถที่ยังทำได้สมจริงมาก รถ Hot Wheels ดูเงางาม มีรายละเอียดเหมือนของจริง และยังเป็นงานภาพที่น่าประทับใจตามมาตรฐานของซีรีส์นี้ แต่บทความชี้ว่า Infinite Rush ตัดองค์ประกอบความสึกหรอระหว่างแข่งออกไป ทำให้รถจบการแข่งขันแล้วดูใหม่เอี่ยมเหมือนเริ่มต้น ซึ่งลดความน่าเชื่อถือของภาพรวมลง เพราะใน Unleashed รอยขีดข่วนและคราบถลอกช่วยทำให้รถดูเหมือนของเล่นที่ผ่านการเล่นมาจริง ๆ
ในด้านรายชื่อรถ เกมมีรถประมาณ 150 คัน และราวหนึ่งในสามเป็นของใหม่ ไม่ใช่การหยิบของเก่ามาใช้ซ้ำทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ผู้เขียนเห็นว่าความสมดุลของรถยังเพี้ยนไปทางรุ่นใหม่และรุ่นร่วมสมัยมากเกินไป จนรถยุค 70s, 80s และ 90s มีน้อยกว่าที่ควร ทั้งที่ Hot Wheels มีประวัติศาสตร์ยาวนานให้หยิบมาใช้ และทำให้เกมขาดมิติแบบ “หอเก็บของเล่นข้ามยุค” ที่แฟนหลายรุ่นน่าจะคาดหวัง นอกจากนี้ เกมยังไม่มีรถจากหนังหรือทีวีเหมือนภาค Unleashed ซึ่งทำให้ความรู้สึกของคอลเลกชันลดลงไปอีก
ระบบคลาสรถยังคงมีอยู่ แต่ปรับจากภาคก่อนเหลือ 4 คลาส ได้แก่ Versatile, Speeder, Drifter และ Titan โดยแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่น Titan แรงแต่ตัวหนัก และถ้าใช้บูสต์จนหมดจะเสียความเร็วชั่วคราว ส่วน Versatile ใช้บูสต์แบบต่อเนื่องที่ยากจะหยุดกลางทาง ขณะที่ Drifter ได้รับคำชมว่าเหมาะกับเกมอาร์เคดที่สุดเพราะควบคุมการดริฟต์ได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม รีวิวมองว่าการดริฟต์ของบางคลาสกลับมีความได้เปรียบน้อย หรือถึงขั้นทำให้การไถลโค้งช้ากว่าการใช้เทคนิคหักเข้าโค้งแบบอื่น ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในเกมแข่งรถแนวนี้
ประเด็นใหญ่ที่สุดคือการใช้โครงสร้างโลกกว้างหลายแผนที่กลับทำให้เกมดู “ทั่วไป” เกินไป แทนที่จะเป็นสนามขนาดใหญ่สนามเดียวแบบเกมแข่งรถโอเพ่นเวิลด์ที่ทรงอิทธิพลอย่าง Burnout Paradise หรือ Forza Horizon เกมแบ่งออกเป็น 4 เกาะธีมต่างกัน ได้แก่ ย่านเมือง, เมืองผสมชนบท, เขตอุตสาหกรรมทะเลทราย และเกาะธีมเอเชียตะวันออก แต่แต่ละพื้นที่กลับไม่ค่อยมีอะไรดึงดูดให้สำรวจหรือจดจำ ผู้เขียนยอมรับว่ามีไอเดียสร้างสรรค์อยู่บ้าง เช่น ภูเขา Rushmore เวอร์ชัน Hot Wheels ขนาดใหญ่ แต่ภาพรวมยังไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเท่ากับฉากขนาดยักษ์และเหนือจริงของ Unleashed
เมื่อไม่มีฉากที่เล่นกับสัดส่วนและสิ่งแวดล้อมแบบภาคก่อน สนามแข่งของ Infinite Rush จึงเหลือเพียงการขับวนไปมาในพื้นที่ที่ดูคล้ายกัน และกิจกรรมย่อยหลายอย่างก็เป็นงานวนซ้ำแบบค่อนข้างฝืน เช่น ภารกิจถ่ายรูปหรือเก็บจุดตรวจที่ง่ายเกินไป เพราะไม่ได้มีอุปสรรคให้ต้องหลบหลีกมากนัก บทสรุปของรีวิวคือ แม้เกมจะยังขับได้ลื่นและมีพื้นฐานแข็งแรง แต่ความเรียบง่าย การขาดความทะเยอทะยานด้านฉาก และการสละจุดเด่นสำคัญของซีรีส์ ทำให้ Hot Wheels Infinite Rush ไม่ได้น่าสนใจเท่าภาค Unleashed และยากจะเป็นตัวเลือกแรกสำหรับแฟนเกมแข่งรถของเล่นในตอนนี้


