นักวิจัยเร่งไขปริศนาไฟป่า-เพอร์มาฟรอสต์ละลายในอลาสกา
บทความนี้เล่าถึงภารกิจภาคสนามของนักวิจัยในอุทยานแห่งชาติเดนาลี รัฐอลาสกา ที่ลงพื้นที่ขุดแกนดินเพอร์มาฟรอสต์เพื่อติดตามผลกระทบจากไฟป่าครั้งใหญ่เมื่อปี 2013 ซึ่งเผาพื้นที่ทุ่งทุนดราไปหลายหมื่นเอเคอร์และ…

บทความนี้เล่าถึงภารกิจภาคสนามของนักวิจัยในอุทยานแห่งชาติเดนาลี รัฐอลาสกา ที่ลงพื้นที่ขุดแกนดินเพอร์มาฟรอสต์เพื่อติดตามผลกระทบจากไฟป่าครั้งใหญ่เมื่อปี 2013 ซึ่งเผาพื้นที่ทุ่งทุนดราไปหลายหมื่นเอเคอร์และทำลายชั้นพืชกับหน้าดินที่ช่วยกักความเย็นไว้ให้ดินเยือกแข็งใต้ผิวดินยังคงอยู่ การมีแปลงสำรวจที่ถูกตั้งไว้ก่อนเกิดไฟป่าทำให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลเปรียบเทียบที่หาได้ยากมาก และช่วยให้เห็นว่าพื้นดินชั้นบนที่ละลายตามฤดูกาลลึกขึ้นอย่างชัดเจนในบริเวณที่ไฟไหม้รุนแรง
เนื้อหาชี้ว่าการศึกษาหลังไฟป่าในเขตอาร์กติก-บอเรียลมีความสำคัญมากขึ้น เพราะภูมิภาคนี้กำลังเจอไฟป่าบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และเกิดขึ้นในสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้เพอร์มาฟรอสต์ที่เคยคงสภาพมานานเริ่มละลายเร็วขึ้น กระบวนการนี้มีนัยต่อสภาพภูมิอากาศโลก เพราะเมื่อดินเยือกแข็งละลาย จุลินทรีย์จะย่อยสลายอินทรียวัตถุและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กับมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญกลับสู่บรรยากาศ ทำให้เกิดวงจรป้อนกลับที่เร่งโลกร้อนและเพิ่มโอกาสเกิดไฟป่าและการละลายของเพอร์มาฟรอสต์ต่อเนื่อง
บทความยังอธิบายว่าก่อนหน้านี้มีการถกเถียงกันว่าคาร์บอนที่พืชพรรณในอาร์กติกดูดซับได้จากการขยายตัวของป่าและพุ่มไม้ จะชดเชยการปล่อยคาร์บอนจากดินและเพอร์มาฟรอสต์ได้มากน้อยเพียงใด แต่หลักฐานภาคสนามและข้อมูลจากดาวเทียม หอวัดก๊าซเรือนกระจก และการบินสำรวจด้วยไลดาร์เริ่มชี้ว่าความเสียหายจากไฟป่าและการละลายของเพอร์มาฟรอสต์อาจรุนแรงกว่าที่แบบจำลองเดิมประเมินไว้ โดยเฉพาะในระยะใกล้ที่กำลังส่งผลต่ออัตราโลกร้อนในปัจจุบัน
นักวิจัยบางกลุ่มพบว่าเพอร์มาฟรอสต์มีแนวโน้มละลายแบบฉับพลันมากกว่าการละลายช้า ๆ ตามที่โมเดลสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่เคยจำลองไว้ ซึ่งอาจปลดปล่อยคาร์บอนออกมามากกว่าเดิมหลายเท่า ขณะเดียวกัน แม้ในบางพื้นที่พืชที่เติบโตเพิ่มขึ้นจะช่วยดูดซับคาร์บอนได้ แต่การปล่อยก๊าซจากไฟป่าและดินละลายก็อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าและส่งผลแรงกว่าในช่วงเวลาที่โลกกำลังพยายามจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกินเป้าหมายสำคัญ
บทความยกตัวอย่างงานของซูซาน นาตาลี และทีมวิจัยที่ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้โลกแตะระดับอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสเร็วกว่าที่คาด และยังระบุว่าราว 40% ของเขตอาร์กติก-บอเรียลอาจเปลี่ยนจากแหล่งดูดซับคาร์บอนเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนแล้วเมื่อรวมผลจากเพอร์มาฟรอสต์ที่ละลาย ไฟป่า และปัจจัยอื่น ๆ เข้าไปด้วย
โดยสรุป บทความนี้สะท้อนว่าการทำความเข้าใจผลกระทบของไฟป่าต่อเพอร์มาฟรอสต์ไม่ใช่แค่ประเด็นของภูมิภาคหนาวจัด แต่เป็นหัวใจสำคัญของการคาดการณ์อนาคตสภาพภูมิอากาศโลก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอลาสกาและพื้นที่อาร์กติกอาจกำหนดว่าระบบภูมิอากาศจะเร่งตัวเร็วเพียงใดในทศวรรษข้างหน้า


