Insidious: Out of the Further หนังภาค 6 ที่ขยายโลกผีและยังใช้ได้ผล
Insidious: Out of the Further ถูกมองว่าเป็นภาคต่ออันดับ 6 ที่เข้าฉายด้วยภารกิจสำคัญคือพิสูจน์ว่าแฟรนไชส์สยองขวัญของ Blumhouse ยังมีแรงส่งอยู่ หลังจาก The Red Door เคยถูกมองว่าเป็นบทสรุปที่เหมาะสมของซี…

Insidious: Out of the Further ถูกมองว่าเป็นภาคต่ออันดับ 6 ที่เข้าฉายด้วยภารกิจสำคัญคือพิสูจน์ว่าแฟรนไชส์สยองขวัญของ Blumhouse ยังมีแรงส่งอยู่ หลังจาก The Red Door เคยถูกมองว่าเป็นบทสรุปที่เหมาะสมของซีรีส์ แต่ภาคใหม่นี้กลับเลือกเดินหน้าต่อด้วยไอเดียที่ชัดเจนกว่าเดิม นั่นคือการเปิดให้โลกของ The Further หลุดเข้ามาในโลกจริงในระดับที่มากกว่าที่เคยเห็น ทำให้โครงสร้างของความหลอนและการไล่ผีในเรื่องมีมิติใหม่ให้เล่นมากขึ้น
แกนกลางของเรื่องอยู่ที่ Gemma ตัวละครที่แบกบาดแผลทางใจจากวัยเด็กอันยากลำบาก จนส่งผลให้เธอไม่อาจก้าวข้ามอดีตได้ และกลายเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมของวิญญาณจาก The Further หนังใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง Gemma กับลูกสาว Maya เป็นเส้นเรื่องหลักในการสะท้อนว่าความกลัวและความเจ็บปวดสามารถส่งต่อข้ามรุ่นได้อย่างไร แม้บทจะย้ำประเด็นนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาและบางช่วงพูดซ้ำสิ่งที่ภาพและการแสดงสื่อได้อยู่แล้ว แต่การแสดงของ Amelia Eve และ Island Austin ทำให้สายอารมณ์ของครอบครัวและความเปราะบางของตัวละครยังน่าเชื่อถือ
ผู้กำกับและคนเขียนบท Jacob Chase ได้คะแนนจากการเข้าใจภาษาภาพและจังหวะของ Insidious ดีพอสมควร เขาสามารถออกแบบสถานการณ์หลอนที่สดใหม่จากแนวคิดเรื่อง The Further ที่แทรกซึมสู่โลกจริงได้อย่างน่าสนใจ หลายฉากเล่นกับความคลุมเครือระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่เป็นอิทธิพลจากโลกวิญญาณได้ดี และแม้หนังจะยังพึ่ง jump scare กับเสียงกระแทกแบบซีรีส์นี้คุ้นเคย แต่ก็มีความพยายามในการเสิร์ฟความแปลกใหม่มากกว่าหลายภาคก่อน
ช่วงกลางเรื่องถูกยกให้เป็นจุดเด่นที่สุด โดยเฉพาะฉากในป้อมหมอนของ Maya ที่เปลี่ยนพื้นที่เล็กๆ ให้กลายเป็นเขาวงกตอึดอัดชวนอึ้ง ก่อนจะตามด้วยฉากในคลินิกทันตกรรมที่สร้างความสยองแบบเนื้อหนังและสมจริงอย่างเด่นชัด จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในฉาก horror ด้านทันตกรรมที่น่าจดจำที่สุดฉากหนึ่ง ความทรมานในฉากนี้มาจากการค่อยๆ เร่งความอึดอัดทีละขั้น ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังดูเหตุการณ์จริงที่ยิ่งโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ
อีกจุดที่ช่วยยกระดับหนังคือการเลือกใช้ตัวร้ายที่มีตัวตนชัดกว่าเดิมอย่าง Cyrus Lam ซึ่งรับบทโดย Sam Spruell แทนที่จะใช้ปีศาจเชิงสัญลักษณ์แบบหลายภาคก่อน ตัวละครนี้ไม่ได้ลึกซึ้งมากนัก แต่มีแรงจูงใจและประวัติที่เชื่อมกับการที่โลกวิญญาณรุกล้ำโลกจริง ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาคาดเดายากขึ้นและเพิ่มน้ำหนักให้กับภัยคุกคามในเรื่อง
อย่างไรก็ตาม หนังยังมีจุดอ่อนตรงที่ฉากใน The Further เองกลับไม่น่าตื่นเต้นเท่าที่ควร พื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นโลกหม่นมืดที่ค่อนข้างคล้ายเดิม และแม้แฟนประจำจะสนุกกับการเห็นผีและตัวละครคุ้นหน้าคุ้นตากลับมา แต่ความกดดันจากการติดอยู่ในอาณาเขตนั้นไม่แรงพอที่จะทำให้ช่วงเหล่านี้ทรงพลังมากนัก เพราะหัวใจของเรื่องในภาคนี้อยู่ที่การกันไม่ให้ The Further หลุดออกมา มากกว่าการสำรวจความน่าสะพรึงของโลกนั้นเอง
ด้านนักแสดงสมทบก็ได้รับคำชมพอสมควร โดยเฉพาะ Lin Shaye ที่กลับมาในบท Elise Rainier ซึ่งแม้บทบาทจะทำหน้าที่หลักด้านข้อมูลและการเชื่อมต่อกับจักรวาลเรื่องเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่เสน่ห์ของเธอยังช่วยพยุงอารมณ์หนังได้ดี Brandon Perea ก็ถูกใช้ได้เหมาะในบทแฟนหนุ่มสายเปิดใจที่มีจังหวะตลกพอดี ขณะที่ Maisie Richardson-Sellers เติมความเป็นไปได้สำหรับตัวละครแนวสื่อกลางในอนาคตของแฟรนไชส์ได้อย่างน่าสนใจ โดยรวมแล้วบทวิจารณ์มองว่าภาคนี้อาจไม่ใช่หนังสยองขวัญที่พลิกวงการ แต่เป็นภาคต่อที่คงคุณภาพและมีความคิดสร้างสรรค์พอจะทำให้แฟรนไชส์ยังไปต่อได้อย่างสนุก


