รีวิว Marvel’s Wolverine: งานภาพและความโหดโดดเด่น แต่ระบบต่อสู้เริ่มซ้ำก่อนจบ
Marvel’s Wolverine ของ Insomniac Games ถูกวางตัวเป็นเกมแอ็กชันที่เน้นความดุเดือดแบบไม่อ้อมค้อม และจุดที่ทำได้เด่นที่สุดคือการนำเสนอ “วูล์ฟเวอรีน” ในแบบที่ทั้งดิบ เถื่อน แต่มีมิติทางอารมณ์มากกว่าที่คาด…

Marvel’s Wolverine ของ Insomniac Games ถูกวางตัวเป็นเกมแอ็กชันที่เน้นความดุเดือดแบบไม่อ้อมค้อม และจุดที่ทำได้เด่นที่สุดคือการนำเสนอ “วูล์ฟเวอรีน” ในแบบที่ทั้งดิบ เถื่อน แต่มีมิติทางอารมณ์มากกว่าที่คาดไว้ ตัวละคร Logan ในเวอร์ชันนี้ถูกชูให้เป็นคนที่แบกรับบาดแผลจากอดีตไว้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ยังพยายามรักษาความเป็นมนุษย์และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวไว้ การแสดงของ Liam McIntyre และงานอนิเมชันช่วยเสริมให้บุคลิกนี้ชัดเจนขึ้นมาก ทั้งท่าทาง น้ำเสียง และภาษากายที่สะท้อนความเปราะบางใต้ภาพลักษณ์นักสู้พันธุ์ดุ
ในด้านเนื้อเรื่อง เกมเล่าช่วงเวลาหลายสิบปีหลัง Logan ได้เข้ามาอยู่ในชุมชนมนุษย์กลายพันธุ์และเป็นสมาชิกคนสำคัญของ Team X ก่อนจะพาเขาออกตามสืบคดีการหายตัวไปของเหล่ามิวแทนต์ที่เชื่อมโยงกับนักวิทยาศาสตร์ Bolivar Trask เรื่องราวพาไปหลายพื้นที่ทั่วโลก และมีฉากย้อนความหลังกับสถานที่เก่า ๆ ที่กระตุ้นความทรงจำของตัวละคร จุดแข็งคือโทนดราม่าที่ทำให้เกมมีน้ำหนักทางอารมณ์ โดยเฉพาะฉากที่ Logan ปะทะหรือพูดคุยกับ Mystique, Jean Grey และ Sabretooth แต่ก็ยังมีปัญหาที่หลายตัวละครได้รับพื้นที่ไม่พอให้พัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้เส้นเรื่องโดยรวมยังค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จของซูเปอร์ฮีโร่อยู่บ้าง
รีวิวมองว่าการเล่าเรื่องของเกมมีจังหวะขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ เพราะเหตุการณ์สำคัญจำนวนมากถูกเก็บไว้ในคัตซีนช่วงต้นหรือท้ายภารกิจ ขณะที่ระหว่างเล่นจริงกลับไม่ค่อยมีความคืบหน้าทางอารมณ์มากนัก จังหวะเช่นนี้ทำให้แคมเปญดูสะดุด ไม่ไหลลื่นตลอดทาง ถึงจะมีช่วงท้ายที่น่าสนใจและฉากที่ทำได้อบอุ่นหรือกดดันเป็นพิเศษ แต่โดยรวมยังไม่สามารถดึงพลังของเรื่องให้พยุงตัวเกมทั้งหมดได้
ระบบต่อสู้คืออีกจุดที่ทั้งสนุกและน่าเสียดายไปพร้อมกัน การโจมตีพื้นฐานตอบสนองดีมาก คอมโบไหลลื่น ดุดัน และเข้ากับคาแรกเตอร์ของ Wolverine อย่างยิ่ง ฟีเจอร์อย่างการหลบ การปัดป้อง และสกิลพิเศษทำให้การปะทะยังคงมันในช่วงแรก รวมถึงการฟื้นเลือดตามธรรมชาติของตัวละครก็ออกแบบได้เข้ากับลอร์อย่างชาญฉลาด อีกทั้งงานภาพการตัดฟาดและจังหวะกล้องในแอนิเมชันการฆ่าก็ถูกยกให้โดดเด่นมาก เป็นความโหดที่สวยงามและมีสไตล์ตามแบบ Insomniac
อย่างไรก็ดี ความมันนั้นไม่ยืนยาวตลอดทั้งเกม เพราะระบบต่อสู้ไม่ได้มีการพัฒนาเชิงกลไกมากพอในแคมเปญที่ยาวราว 15 ชั่วโมง ผู้เล่นจะได้สกิลและความสามารถใหม่ไม่มาก และได้ค่อนข้างเร็ว ทำให้เมื่อถึงกลางเกมแล้ว ความรู้สึกว่ารูปแบบการเล่นค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้นแทบไม่เกิดขึ้น การบุกโจมตีศัตรูซ้ำ ๆ ด้วยชุดท่าคล้ายเดิมจึงเริ่มกลายเป็นความจำเจ แม้ตัวเกมจะมีความไหลลื่นและรุนแรงมากแค่ไหนก็ตาม
ศัตรูหลากหลายชนิดช่วยพยุงความน่าสนใจไว้ได้ระดับหนึ่ง ทั้งหน่วยเทคโนโลยีของ Trask และกลุ่มนินจาของ The Hand แต่สุดท้ายแต่ละไฟต์ยังให้ความรู้สึกใกล้เคียงกันมากเกินไป การออกแบบฉากก็ยังค่อนข้างตรงไปตรงมา เป็นทางเดินที่เปิดออกสู่สนามประลองขนาดค่อนข้างเรียบ มีศัตรูประชิดเป็นหลักและศัตรูระยะไกลอยู่ตามขอบพื้นที่ ทำให้สภาพแวดล้อมในการสู้เริ่มกลืนกันไปหมด เมื่อรูปแบบการต่อสู้และฉากไม่ค่อยเปลี่ยน เกมจึงพึ่งความดิบของการฟันแหลกเป็นหลัก ซึ่งแม้จะสะใจ แต่ก็ไม่พอจะรักษาความสดใหม่ไว้จนจบ
โดยสรุป IGN มองว่า Marvel’s Wolverine มีแกนหลักที่แข็งแรงในแง่ตัวละคร งานแสดง และงานนำเสนอความรุนแรง แต่โครงสร้างรอบ ๆ แกนนั้นยังไม่แน่นพอ ทั้งเรื่องจังหวะการเล่าเรื่อง การพัฒนาระบบต่อสู้ และความหลากหลายของฉาก ทำให้มันเป็นเกมที่มีช่วงเด่นมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบตามศักยภาพที่แบกอยู่.


