Marvel’s Wolverine เผยตัวอย่างสุดท้าย ชูคอมแบตดิบเถื่อนและเรื่องราวก่อนยุค X-Men
Insomniac Games เปิดให้สื่อทดลองเล่น Marvel’s Wolverine ต่อเนื่องราว 2 ชั่วโมงครึ่งในรอบพรีวิวสุดท้าย และภาพรวมแรกที่ได้คือเกมมีกลิ่นอายความเป็น Wolverine ชัดเจนมาก ทั้งความโหด ดุดัน และจังหวะต่อสู้…

Insomniac Games เปิดให้สื่อทดลองเล่น Marvel’s Wolverine ต่อเนื่องราว 2 ชั่วโมงครึ่งในรอบพรีวิวสุดท้าย และภาพรวมแรกที่ได้คือเกมมีกลิ่นอายความเป็น Wolverine ชัดเจนมาก ทั้งความโหด ดุดัน และจังหวะต่อสู้ที่เน้นการบุกเข้าแลกแบบไม่ปรานีศัตรู ผู้เขียนพรีวิวมองว่าระบบการต่อสู้นั้นทำงานได้ดีและให้ความรู้สึกสะใจตามที่คาดหวังจากเกมของวูล์ฟเวอรีน โดยเฉพาะการพุ่งเข้าหาศัตรู การฟันระยะประชิด การเตะเพื่อทำลายโล่หรือกระแทกศัตรูเข้ากำแพง และการสวนกลับด้วยจังหวะพาร์รีที่สำคัญมากเพราะศัตรูในเกมมีความก้าวร้าวสูง
จุดเด่นสำคัญอีกอย่างคือระบบ Rage Meter ที่เชื่อมโยงกับพลังฟื้นตัวของ Logan ได้อย่างน่าสนใจ เมื่อสร้างแรงเกรี้ยวกราดจากการโจมตีและสังหารศัตรู ผู้เล่นจะปลดล็อกความสามารถที่รุนแรงขึ้นตามระดับของ Rage โดยระดับสูงสุดจะทำให้ภาพฉากเปลี่ยนเป็นโทนขาวเทา ศัตรูถูกไฮไลต์สีแดง และการโจมตีของ Wolverine ทรงพลังจนศัตรูอ่อนแอบางรายถูกกำจัดได้แทบจะในทันที ระบบนี้ถูกมองว่าเข้ากับคาแรกเตอร์ของ Wolverine ได้ดี เพราะผลักให้ผู้เล่นเล่นเชิงรุกตลอดเวลา และสะท้อนภาพฮีโร่ที่เอาตัวรอดด้วยความดุร้ายและความทนทานของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม พรีวิวก็มีข้อสังเกตว่าแม้คอมแบตจะ “ใช่” ในแง่อารมณ์ แต่ยังขาดความหลากหลายเชิงสร้างสรรค์เมื่อเทียบกับเกม Spider-Man ของค่ายเดียวกัน ซึ่งให้ผู้เล่นพลิกแพลงวิธีสู้ได้หลายแบบมากกว่า ใน Wolverine การต่อสู้ส่วนใหญ่ยังวนอยู่กับการเข้าประชิด ฟัน พาร์รี และใช้ท่าพิเศษตามคูลดาวน์ แม้จะมีการใช้สภาพแวดล้อมช่วย เช่น เตะศัตรูชนรถโฟล์กลิฟต์ หรือมีจังหวะทีมอัพกับตัวละครร่วมทีม แต่ผู้เขียนยังสงสัยว่าเกมเต็มจะรักษาความสดใหม่ของระบบต่อสู้ได้ดีแค่ไหนตลอดทั้งแคมเปญ
ในด้านเนื้อเรื่อง สิ่งที่สร้างความสนใจได้มากที่สุดคือแนวทางที่ต่างจากภาพจำของ X-Men ทั่วไป เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงก่อนทีม X-Men จะก่อตั้ง Logan, Sabretooth และ Mystique ยังเป็นพวกพ้องกันในหน่วย Team X ภายใต้การนำของ Nathaniel Essex เวอร์ชันที่ยังไม่ใช่ตัวร้ายเต็มตัว ขณะที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ Bolivar Trask ผู้เกลียดชังมิวแทนต์ เควสต์เปิดเรื่องให้ทีมออกตามช่วย Essex ทำให้เกมวางโครงสร้างโลกและความสัมพันธ์ของตัวละครที่มีแรงปะทะสูงตั้งแต่ต้น
ผู้เขียนพรีวิวระบุว่าฉาก Lowtown ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เน้นการต่อสู้ เป็นช่วงที่ช่วยปรับจังหวะของเกมได้ดีและเปิดโอกาสให้เห็นพัฒนาการของตัวละครมากขึ้น จึงหวังว่าตัวเกมเต็มจะมีช่วงพักหายใจหรือ “exhale moments” ลักษณะนี้มากกว่านี้ เพราะจะช่วยเสริมมิติของเรื่องเล่าและทำให้ประสบการณ์โดยรวมไม่หนักไปกับการต่อสู้ตลอดเวลา
อีกประเด็นที่ได้รับคำชมคือทีมงานเขียนบทและการแสดงเสียง โดยเกมนี้ได้ Walt Williams ผู้เขียนจาก Spec Ops: The Line มาช่วยดูแลบท ทำให้โทนเรื่องดูมีศักยภาพด้านดราม่าและความขัดแย้งภายในตัวละคร ส่วนการพากย์ของ Liam McIntyre ในบท Wolverine ก็ถูกมองว่าเข้ากับภาพของชายผู้แบกความเจ็บปวด ความโกรธ และความแข็งกร้าวเอาไว้ได้ดี ขณะที่ Troy Baker ในบท Nathaniel Essex ก็เริ่มทิ้งร่องรอยของตัวละครที่น่าจดจำตั้งแต่ช่วงสั้นๆ ที่ได้เห็น
โดยสรุป พรีวิวนี้มองว่า Marvel’s Wolverine มีฐานงานที่แข็งแรงมาก ทั้งในแง่การนำเสนอความเป็น Wolverine แบบถึงเนื้อถึงตัว เรื่องราวที่ชวนติดตาม และงานแสดงที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีคำถามสำคัญเรื่องความลึกและความหลากหลายของระบบต่อสู้ในระยะยาว ว่า Insomniac จะทำให้เกมนี้ไม่ใช่แค่ “เกมแอ็กชันของ Wolverine ที่สะใจ” แต่เป็นเกมที่มีเอกลักษณ์และความสดใหม่พอจะยืนระยะได้ตลอดทั้งเรื่องหรือไม่


