ไมอามีบีชไฟเขียวแคมเปญโปรโมต GTA 6 แบบ “แนบเนียน” แลกเงินซ่อมสนามฟุตบอล
สภาเมืองไมอามีบีชมีมติอนุมัติให้ Rockstar Games จัดแคมเปญการตลาดสำหรับ Grand Theft Auto 6 ในพื้นที่เมือง แม้จะมีเสียงคัดค้านไม่น้อย โดยผลโหวตออกมา 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้ดำเนินโครงการที่ถูกอธิบายว่า…

สภาเมืองไมอามีบีชมีมติอนุมัติให้ Rockstar Games จัดแคมเปญการตลาดสำหรับ Grand Theft Auto 6 ในพื้นที่เมือง แม้จะมีเสียงคัดค้านไม่น้อย โดยผลโหวตออกมา 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้ดำเนินโครงการที่ถูกอธิบายว่าเป็นการโปรโมตแบบ “discreet” หรือแนบเนียน ไม่ใช่การติดโลโก้เกมแบบโจ่งแจ้งในพื้นที่สาธารณะ
ข้อตกลงนี้กำหนดว่า Rockstar จะจ่ายเงินให้เมืองอย่างน้อย 3 ล้านดอลลาร์ในช่วงแคมเปญระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2026 ซึ่งทับซ้อนกับช่วงที่ GTA 6 จะเปิดตัวในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2026 บน PlayStation 5 และ Xbox Series X/S เมืองจึงมองว่าเป็นโอกาสใช้กระแสเกมระดับโลกมาช่วยเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่น
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า Grand Theft Auto เป็นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง และไม่เหมาะให้เมืองเข้าไปช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ดังกล่าว พวกเขาตั้งคำถามถึงสารที่เมืองกำลังส่งออกไป เพราะไมอามีบีชพยายามสื่อสารภาพลักษณ์ที่เป็นระเบียบ ปลอดภัย และห่างจากความวุ่นวาย ขณะเดียวกันก็ใช้งบจำนวนมากกับแคมเปญด้านการท่องเที่ยวและความปลอดภัยอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาบางคนโต้แย้งว่า แม้เกมจะมีประเด็นถกเถียง แต่ความนิยมของ GTA เป็นข้อเท็จจริงที่เลี่ยงไม่ได้ และเมืองไม่สามารถควบคุมได้ว่าโลกจะเห็นไมอามีในแบบใดผ่านเกม ดังนั้นการร่วมมือกันจึงอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นหลายล้านคนจะได้เห็นภาพเมืองในรูปแบบสมมติอยู่ดี
รายละเอียดของแคมเปญยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่มีการระบุว่า Rockstar จะไม่ติดโฆษณาแบบรุกล้ำในสถานที่สำคัญหรือบนทรัพย์สินของเมือง เช่น จุดไลฟ์การ์ดหรือพื้นที่สาธารณะสำคัญ การโปรโมตจะอยู่ในรูปแบบที่เรียบง่ายมากกว่า เช่น การใช้คำหรือสัญลักษณ์อย่าง “Vice City” หรือ “VI” บนเก้าอี้และร่มชายหาด โดยจะไม่อนุญาตให้โฆษณาระหว่างงาน Art Basel ในเดือนธันวาคม
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือรายได้จากดีลนี้อาจถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการสาธารณะของเมือง โดยเฉพาะการปรับปรุงสนามฟุตบอลที่ Flamingo Park ซึ่งยังขาดงบประมาณอยู่ สมาชิกสภาบางคนประเมินว่าผลประโยชน์รวมอาจสูงถึงราว 4 ล้านดอลลาร์ ทำให้ดีลนี้ถูกมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องการตลาดเกม แต่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิงกับงบพัฒนาเมืองอย่างชัดเจน


