ไมโครซอฟท์เสนอแผนลาออกสมัครใจ ลดพนักงานได้มากกว่า 25%
ไมโครซอฟท์เดินหน้าแผนปรับโครงสร้างบุคลากรครั้งใหม่ด้วยการเสนอ “voluntary exit offer” หรือข้อเสนอให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ เพื่อช่วยลดจำนวนพนักงานลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายงานของ CNN ระบุว่ามีพนักงานราว…

ไมโครซอฟท์เดินหน้าแผนปรับโครงสร้างบุคลากรครั้งใหม่ด้วยการเสนอ “voluntary exit offer” หรือข้อเสนอให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ เพื่อช่วยลดจำนวนพนักงานลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายงานของ CNN ระบุว่ามีพนักงานราว 60,000 คนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ คิดเป็นประมาณ 27% ของพนักงานทั้งหมดของบริษัท แม้จะไม่ใช่การบังคับเลิกจ้างโดยตรง แต่ขนาดของแผนสะท้อนถึงการลดต้นทุนและปรับกำลังคนครั้งใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่นี้
แอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ที่กำลังพิจารณาเส้นทางอาชีพใหม่สามารถตัดสินใจย้ายออกได้ “ตอนนี้” พร้อมได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ภายในบริษัทปรับทีมงานให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไป เธอยังเชื่อมโยงแผนดังกล่าวกับแนวทางใหม่ของบริษัทในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยอ้างอิงบทเรียนจากโครงการเกษียณสมัครใจที่เคยทำมาก่อนหน้านี้
CNN ระบุว่าแรงผลักดันสำคัญของการลดขนาดครั้งนี้คือความจำเป็นในการบริหารงบประมาณให้สมดุลกับค่าใช้จ่ายด้านบริการ AI ซึ่งเป็นหมวดการลงทุนที่ไมโครซอฟท์เร่งทุ่มเงินอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งมีโครงการซื้อคืนหรือเกษียณสมัครใจรอบแรกในสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน ก่อนจะมีการปลดพนักงานราว 4,800 คนในเดือนกรกฎาคม จึงสะท้อนว่าแนวทางปรับโครงสร้างบุคลากรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง
โครงการล่าสุดจำกัดสิทธิ์เฉพาะพนักงานในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร อินเดีย และแคนาดา และไม่ได้เปิดให้พนักงานทุกคนเข้าร่วม เนื่องจากการตัดสินใจขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของแต่ละธุรกิจ ภาระผูกพันกับลูกค้า และความต้องการด้านกำลังคนของแต่ละหน่วยงาน พนักงานที่เข้าร่วมโครงการจะออกจากบริษัทในวันที่ 31 ธันวาคม ตามรายงานดังกล่าว
ยังไม่ชัดเจนว่าธุรกิจ Xbox จะอยู่ในกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อได้สอบถามไปเพิ่มเติม แผนดังกล่าวจึงยังทิ้งคำถามไว้ว่า ส่วนงานเกมของไมโครซอฟท์จะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด แต่โดยภาพรวมแล้ว การประกาศครั้งนี้ตอกย้ำแรงกดดันของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ต้องหาสมดุลระหว่างการลงทุนใน AI กับการควบคุมต้นทุนและการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่

