งานวิจัยชี้ราชินีหนูตุ่นเปลือยใช้ “กลิ่น” กดการสืบพันธุ์ของตัวเมียอื่น
หนูตุ่นเปลือยเป็นสัตว์ที่มีลักษณะประหลาดหลายด้าน ทั้งอาศัยอยู่ใต้ดินเกือบตลอดชีวิต ทนต่อภาวะขาดออกซิเจนได้ดี เจ็บปวดกับสิ่งกระตุ้นบางชนิดน้อยกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป แทบไม่เป็นมะเร็ง และมีอายุ…

หนูตุ่นเปลือยเป็นสัตว์ที่มีลักษณะประหลาดหลายด้าน ทั้งอาศัยอยู่ใต้ดินเกือบตลอดชีวิต ทนต่อภาวะขาดออกซิเจนได้ดี เจ็บปวดกับสิ่งกระตุ้นบางชนิดน้อยกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป แทบไม่เป็นมะเร็ง และมีอายุยืนผิดปกติเมื่อเทียบกับสัตว์ฟันแทะขนาดใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังอยู่กันแบบสังคมคล้ายมดหรือผึ้ง โดยในหนึ่งอาณานิคมที่อาจมีสัตว์มากกว่าร้อยตัว จะมีตัวเมียเพียงตัวเดียวที่เป็น “ราชินี” และเป็นผู้สืบพันธุ์หลักของกลุ่ม
คำถามที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานคือ ราชินีหนูตุ่นเปลือยควบคุมไม่ให้ตัวเมียตัวอื่นสืบพันธุ์ได้อย่างไร สมมติฐานเดิมมักโยงไปที่การใช้อำนาจข่มขู่หรือความรุนแรง แต่แนวคิดนั้นดูไม่ค่อยสมเหตุผลนักเมื่อพิจารณาว่าระบบโพรงของพวกมันซับซ้อนและยาวได้หลายกิโลเมตร การไล่บังคับหรือกดดันตัวเมียทุกตัวด้วยการปะทะโดยตรงจึงไม่น่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมแบบนี้
งานวิจัยใหม่จากทีมของ Gary Lewin ที่ Max Delbrück Center for Molecular Medicine ในเบอร์ลินเสนอคำอธิบายอีกแบบหนึ่ง คือการควบคุมนี้เกิดผ่าน “สัญญาณทางกลิ่น” ที่ซับซ้อนมากกว่าที่เคยเข้าใจ นักวิจัยพบว่าระบบการสื่อสารของหนูตุ่นเปลือยพึ่งพาการดมกลิ่นอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมและชีววิทยาของสัตว์ชนิดนี้ที่มีการมองเห็นจำกัดหรือแทบไม่มีเลย
ข้อมูลด้านพันธุกรรมยังสนับสนุนภาพดังกล่าว โดยหนูตุ่นเปลือยมีจำนวนยีนตัวรับกลิ่นราว 1,200 ยีน มากกว่าหนูบ้าน และสูงกว่ามนุษย์อย่างมาก สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการรับรู้กลิ่นเป็นประสาทสัมผัสหลักที่พวกมันใช้ในการนำทาง รับรู้สภาพแวดล้อม และสื่อสารกันภายในอาณานิคม
ข้อค้นพบนี้ทำให้เข้าใจการอยู่ร่วมกันของหนูตุ่นเปลือยในมุมใหม่ จากเดิมที่มองว่าอำนาจของราชินีอาจอาศัยการกดขี่ทางกายภาพเป็นหลัก ตอนนี้ดูเหมือนว่ากลไกคุมกำเนิดภายในฝูงจะอาศัยสารเคมีหรือสัญญาณกลิ่นที่ส่งผลต่อสรีรวิทยาของตัวเมียตัวอื่นแทน
ในเชิงวิทยาศาสตร์ การค้นพบนี้ช่วยอธิบายวิวัฒนาการของสังคมแบบยูซอเชียลในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสะท้อนว่าหนูตุ่นเปลือยยังคงเป็นโมเดลสำคัญสำหรับการศึกษาการสื่อสารทางเคมี พฤติกรรมสังคม และชีววิทยาแปลกประหลาดที่ท้าทายความเข้าใจเดิมของนักวิจัย


