นักวิจัยคืนชีพไตหมูที่แช่แข็งนานกว่าปีได้สำเร็จ
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตารายงานความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านการเก็บรักษาอวัยวะ โดยสามารถทำให้ไตหมูที่ถูกทำให้เข้าสู่สภาวะคล้ายแก้วและเก็บไว้ที่อุณหภูมิราว -150°C เป็นเวลาหลายเดือน ถึงขั้นมากกว่า…

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตารายงานความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านการเก็บรักษาอวัยวะ โดยสามารถทำให้ไตหมูที่ถูกทำให้เข้าสู่สภาวะคล้ายแก้วและเก็บไว้ที่อุณหภูมิราว -150°C เป็นเวลาหลายเดือน ถึงขั้นมากกว่าหนึ่งปี กลับมาอุ่นใหม่และกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ผลงานนี้เผยแพร่บน bioRxiv ในสถานะพรีปรินต์ จึงยังไม่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของศาสตร์การแช่แข็งอวัยวะ
เทคนิคที่ใช้เริ่มจากการใส่สารปกป้องการแข็งตัวของเนื้อเยื่อเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลึกน้ำแข็ง ก่อนเติมอนุภาคนาโนเหล็กออกไซด์เข้าไปในอวัยวะ จากนั้นใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุช่วยสร้างความร้อนอย่างสม่ำเสมอจากภายในเพื่ออุ่นอวัยวะกลับมา วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ของการแช่แข็งทั้งอวัยวะ ซึ่งมักทำได้ยากทั้งในขั้นตอนการลดอุณหภูมิให้ทั่วถึงและการอุ่นกลับอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อ
ก่อนหน้านี้ทีมเดียวกันเคยทดสอบแนวทางนี้กับไตหนูและเก็บได้นานถึงประมาณ 100 วัน แต่การขยายผลสู่ไตหมูซึ่งมีขนาดใกล้เคียงไตมนุษย์ต้องปรับสูตรสารเคมีใหม่ และใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปี ขั้นตอนปฏิบัติเริ่มจากนำไตออกจากหมูผู้บริจาค ล้างเลือด เติมสารต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เย็นลงจนเข้าสู่สภาวะ vitrification แล้วเก็บในช่องแช่แข็ง ก่อนนำมาอุ่นและล้างสารออกเมื่อต้องการทดสอบ
เมื่อทดสอบแล้ว ไตที่อุ่นกลับมาสามารถฟื้นสีชมพูและมีการไหลเวียนเลือดได้ ทั้งบนเครื่อง perfusion ที่ใช้ประเมินอวัยวะนอกตัว และเมื่อปลูกกลับเข้าไปในหมูทดลอง โดยตัวชี้วัดสำคัญคือการสร้างปัสสาวะ ซึ่งไตที่ผ่านการแช่แข็งและอุ่นกลับมาสามารถทำได้ แม้ปริมาณจะยังต่ำกว่าค่าปกติราวหนึ่งในสามก็ตาม ทีมวิจัยย้ำว่านี่เป็นเพียงการพิสูจน์หลักการเบื้องต้น ยังไม่ได้แสดงว่าอวัยวะจะอยู่รอดและทำงานได้ในระยะยาวหลังปลูกถ่าย
ความสำเร็จนี้ถูกมองว่ามีความหมายต่อระบบปลูกถ่ายอวัยวะในอนาคตอย่างมาก เพราะปัจจุบันอวัยวะมนุษย์เก็บรักษาได้เพียงราว 24-36 ชั่วโมง ทำให้การจับคู่อวัยวะกับผู้ป่วยมีข้อจำกัดสูง หากสามารถเก็บอวัยวะได้ยาวนานขึ้น แพทย์จะมีเวลามากขึ้นในการคัดเลือกผู้รับที่เหมาะสม ลดความเร่งด่วนด้านโลจิสติกส์ และอาจช่วยเตรียมร่างกายหรือระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยก่อนผ่าตัดได้ดีขึ้น
แม้งานวิจัยยังมีข้อจำกัดและต้องพิสูจน์ต่ออีกมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญภายนอกจำนวนหนึ่งมองว่านี่คือก้าวที่ทำให้แนวคิด “คลังเก็บอวัยวะ” มีความเป็นจริงมากขึ้น หากต่อยอดได้สำเร็จ อนาคตของการปลูกถ่ายอวัยวะอาจเปลี่ยนจากการรออวัยวะมาเป็นให้อวัยวะรอผู้ป่วยแทน

