PlayStation จ่อจ่ายชดเชยคดีรวมกว่า 7.85 พันล้านดอลลาร์ให้ผู้ใช้ในสหรัฐ

PlayStation กำลังเผชิญผลกระทบจากคดีแบบกลุ่ม Caccuri v. Sony Interactive Entertainment ซึ่งกล่าวหาว่า Sony ใช้อำนาจทางการค้าจำกัดทางเลือกของผู้บริโภค โดยบังคับให้ผู้เล่นซื้อเกมดิจิทัลผ่าน PlayStation Store เท่านั้น หลังจากยกเลิกการจำหน่ายคูปองหรือโค้ดเกมจากร้านค้าภายนอกอย่าง Amazon และผู้ค้าคีย์รายอื่น ส่งผลให้ราคาที่ผู้เล่นต้องจ่ายสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นตามข้อกล่าวหา
แม้ Sony จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิด และศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าบริษัทละเมิดกฎหมายจริงหรือไม่ แต่คดีนี้ได้รับการอนุมัติในหลักการให้มีข้อตกลงยอมความมูลค่า 7.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยังต้องรอการไต่สวนอนุมัติขั้นสุดท้ายในวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสำคัญในการสรุปเงื่อนไขการแบ่งเงินและค่าทนายความ รวมถึงกำหนดรูปแบบการจ่ายชดเชยให้ผู้มีสิทธิ์
เงื่อนไขเบื้องต้นระบุว่าผู้ที่มีสิทธิ์ต้องเป็นผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่ซื้อเกมจากรายชื่อที่กำหนดในช่วงวันที่ 1 เมษายน 2019 ถึง 31 ธันวาคม 2023 หากเข้าเกณฑ์ เงินชดเชยอาจถูกโอนเข้าบัญชี PSN ของผู้ใช้ในภายหลัง ส่วนผู้ที่ปิดใช้งานบัญชี PSN แล้วสามารถยื่นขอรับเงินสดแทนได้ โดยต้องส่งประวัติการซื้อที่เข้าเงื่อนไขไปยังอีเมลของโครงการชดเชย
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงินที่แต่ละคนจะได้รับแน่ชัด เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ร่วมรับสิทธิ์และวิธีคำนวณแบ่งจ่าย ซึ่งตามปกติคดีแบบกลุ่มมักทำให้ผู้บริโภคได้รับเงินตั้งแต่ไม่กี่ดอลลาร์ไปจนถึงหลักสิบดอลลาร์เท่านั้น แม้ยอดต่อรายอาจไม่สูง แต่คดีนี้สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อโมเดลจำหน่ายเกมดิจิทัลของ Sony โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทเดินหน้าสู่อนาคตแบบไร้แผ่นดิสก์มากขึ้น
ในอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน Sony ยังตกเป็นข่าวจากคดีอีกคดีที่ทำให้ประเด็นสิทธิความเป็นเจ้าของเกมดิจิทัลกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง โดยบริษัทต้องยอมรับในทางกฎหมายว่าผู้เล่นไม่ได้เป็นเจ้าของเกมดิจิทัลแบบสมบูรณ์ แต่เป็นการได้รับสิทธิ์ใช้งานตามเงื่อนไขมากกว่า ภาพรวมจึงสะท้อนความตึงเครียดระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มกับผู้บริโภคในยุคที่อุตสาหกรรมเกมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเต็มตัว


