รีวิว Practical Magic 2: เสน่ห์นักแสดงยังอยู่ แต่บทอ่อนจนต่อไม่ติด
Practical Magic 2 กลับมาสานต่อเรื่องราวของตระกูลแม่มดออเวนส์เกือบ 30 ปีหลังภาคแรก ซึ่งเคยกลายเป็นหนังคัลต์จากเสน่ห์ของสองนักแสดงนำอย่างแซนดรา บูลล็อกและนิโคล คิดแมน รวมถึงบรรยากาศอบอุ่นปนพิศวงของ…

Practical Magic 2 กลับมาสานต่อเรื่องราวของตระกูลแม่มดออเวนส์เกือบ 30 ปีหลังภาคแรก ซึ่งเคยกลายเป็นหนังคัลต์จากเสน่ห์ของสองนักแสดงนำอย่างแซนดรา บูลล็อกและนิโคล คิดแมน รวมถึงบรรยากาศอบอุ่นปนพิศวงของเรื่องราวเดิม ภาคใหม่นี้ยังได้ทีมนักแสดงชุดเดิมหลายคนกลับมา ทั้งบูลล็อก คิดแมน สต็อกการ์ด แชนนิง และไดแอนน์ วีสต์ ทำให้ตัวหนังมีแรงดึงดูดตั้งแต่ต้น แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องยากอยู่แล้วที่ภาคต่อเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จริง
เนื้อเรื่องขยับเวลาหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรกมาราวสองทศวรรษ ซัลลีใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังในฐานะบรรณารักษ์และแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยปกปิดพลังเวทจากลูกสาวสองคน เพราะคำสาปประจำตระกูลที่ทำให้ชายใดก็ตามที่เธอรักต้องพบจุดจบ ขณะที่กิลเลียน น้องสาวผู้มีนิสัยอิสระ ยังคงอยู่ใกล้ๆ คอยหนุนหลังอยู่เสมอ เมื่อความสัมพันธ์ของลูกสาวคนโตเริ่มพัวพันกับคำสาปและเหตุการณ์ประหลาดบางอย่าง ความลับเก่าในตระกูลจึงถูกเปิดออก และพาเรื่องไปสู่การค้นหาประวัติศาสตร์ของแม่มดรุ่นบุกเบิก รวมถึงคัมภีร์โบราณที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายปัญหา
บทวิจารณ์มองว่าพล็อตภาคนี้มีแนวคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการขยายขอบเขตจากเมืองเล็กในแมสซาชูเซตส์ไปสู่ประวัติศาสตร์ของตระกูลและการเดินทางไปอังกฤษ แต่การเขียนบทกลับอัดแน่นด้วยเหตุการณ์และข้อมูลอธิบายมากเกินไป จนทำให้เสน่ห์แบบใกล้ชิดของหนังต้นฉบับหายไป ความสัมพันธ์ของพี่น้องที่เคยเป็นหัวใจของเรื่องถูกดันให้ไปอยู่ใต้โครงสร้างของหนังไล่ล่าและปริศนาที่ซับซ้อนเกินจำเป็น
จุดเด่นสำคัญยังคงเป็นการแสดงของบูลล็อกและคิดแมน เมื่อหนังยอมให้ทั้งคู่ได้มีฉากคุยกันเงียบๆ ก็ยังสัมผัสได้ถึงเคมีและน้ำหนักทางอารมณ์ที่พยุงหนังเอาไว้ แต่ผู้วิจารณ์เห็นว่าบทกลับจำกัดพลังของทั้งสองไว้มากเกินไป โดยเฉพาะซัลลีที่ถูกเขียนให้ติดอยู่กับสภาวะทางอารมณ์เดิมๆ ส่วนกิลเลียนก็ไม่ได้รับเส้นเรื่องที่น่าจดจำเท่าที่ควร
นักแสดงสมทบอย่างลี เพซ แม้มีเสน่ห์มาก แต่กลับถูกใช้เป็นเพียงตัวละครที่ทำหน้าที่ดึงดูดสายตาและสร้างมุมโรแมนติกแบบไม่ค่อยชัดเจน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักกับเขาไม่มีแรงเคมีมากพอ ขณะเดียวกัน โจอี้ คิง, เมซี วิลเลียมส์ และซาโล มาริอูดา ต่างถูกบทกดทับหรือแยกให้เล่นคนละเส้นทาง ทำให้หลายคนแทบไม่มีพื้นที่แสดงศักยภาพ โดยเฉพาะวิลเลียมส์ที่ถูกมองว่าได้รับบทน้อยเกินไปอย่างน่าเสียดาย
ด้านงานสร้าง ภาพรวมถูกวิจารณ์ว่าขาดบรรยากาศแฟนตาซีและมนตร์ขลังแบบภาคแรก ผู้กำกับซูซานน์ เบียร์ไม่ได้ดึงความงดงามหรือความลี้ลับของโลเคชันออกมาได้เต็มที่ ขณะที่ดนตรีประกอบก็ไม่สามารถสร้างอารมณ์ได้เท่ากับธีมต้นฉบับของอลัน ซิลเวสตรี ส่งผลให้แม้หนังจะไม่ถึงกับล้มเหลว แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภาคต่อที่มีของดีอยู่ในตัว ทว่าสุดท้ายกลับไม่สามารถรวมทุกอย่างให้กลายเป็นเวทมนตร์แบบที่ควรจะเป็น


