บอลลูนสตราโตสเฟียร์สหรัฐฯ บินข้ามแปซิฟิก ทดสอบแนวคิดเสาสัญญาณมือถือบนฟ้า
Sceye บริษัทอากาศยานจากสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ใกล้อัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก ประสบความสำเร็จในการส่งแพลตฟอร์มลอยตัวไร้คนขับขึ้นบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่นและบินกลับได้สำเร็จภายในช่วงเวลาราว…

Sceye บริษัทอากาศยานจากสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ใกล้อัลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก ประสบความสำเร็จในการส่งแพลตฟอร์มลอยตัวไร้คนขับขึ้นบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่นและบินกลับได้สำเร็จภายในช่วงเวลาราวหนึ่งเดือนในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2026 การบินครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเดินทางไกลเหมือนสถิติการบินของเรือเหาะในอดีต หากแต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่าอากาศยานประเภทนี้สามารถทำหน้าที่เป็นโครงข่ายสื่อสารลอยอยู่บนท้องฟ้าได้
แพลตฟอร์มของ Sceye ใช้ก๊าซฮีเลียมเพื่อให้ลอยตัว พร้อมติดตั้งใบพัดไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนและช่วยต้านลม ทำให้สามารถคงตำแหน่งเหนือพื้นที่เป้าหมายได้นานกว่าระบบอากาศยานทั่วไป แนวคิดหลักคือการนำแพลตฟอร์มขึ้นไปอยู่ในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ความสูงราว 60,000 ฟุต ซึ่งสูงกว่าเส้นทางการบินพาณิชย์และอยู่เหนือกระแสลมเจ็ตสตรีม แต่ยังใกล้พื้นโลกกว่าดาวเทียมวงโคจรต่ำมาก
ตัวแพลตฟอร์มยังอาศัยแผงโซลาร์เซลล์บนตัวลำและแบตเตอรี่ภายในเพื่อให้ทำงานต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน กลไกนี้ทำให้ระบบสามารถรักษาระดับความสูงและตำแหน่งเดิมได้ โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวันเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ แล้วคงการบินต่อเนื่องในเวลากลางคืนได้
มิกเคล ฟรานด์เซน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Sceye อธิบายว่า จุดเด่นของระบบคือการอยู่เหนือพื้นที่ปฏิบัติการได้ยาวนานในระดับที่ใกล้โลกพอจะให้บริการสื่อสารหรือภารกิจเฝ้าระวังได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็สูงพอจะหลีกเลี่ยงสภาพอากาศปั่นป่วนและการจราจรทางอากาศส่วนใหญ่ได้ เขามองว่าแพลตฟอร์มประเภทนี้อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างระบบภาคพื้นดินและดาวเทียม
ความพยายามครั้งนี้สะท้อนการแข่งขันในเทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่ที่พยายามหาทางเลือกนอกเหนือจากเสาสัญญาณภาคพื้นดินและดาวเทียม โดยแนวคิดเสาสัญญาณบนฟ้าอาจมีประโยชน์ในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ประสบภัย หรือภูมิภาคที่โครงข่ายมือถือเข้าถึงได้ยาก แม้ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่า ความเสถียร และข้อกำกับดูแลเพิ่มเติม แต่การบินข้ามแปซิฟิกครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มสตราโตสเฟียร์ของ Sceye ก้าวมาถึงจุดที่ใช้งานจริงในเชิงปฏิบัติการได้มากขึ้นแล้ว

