Sony สั่งยกเลิกม็อดมัลติเพลเยอร์ The Last of Us Part 2 ก่อนปล่อยใช้งาน
ม็อดมัลติเพลเยอร์ของเกม The Last of Us Part 2 ที่กำลังพัฒนาใกล้เสร็จและถูกคาดว่าจะปล่อยช่วงเดือนกันยายน ต้องยุติโครงการลงหลังผู้พัฒนาได้รับจดหมายจาก Sony Interactive Entertainment ให้หยุดเผยแพร่ม็อด…

ม็อดมัลติเพลเยอร์ของเกม The Last of Us Part 2 ที่กำลังพัฒนาใกล้เสร็จและถูกคาดว่าจะปล่อยช่วงเดือนกันยายน ต้องยุติโครงการลงหลังผู้พัฒนาได้รับจดหมายจาก Sony Interactive Entertainment ให้หยุดเผยแพร่ม็อดดังกล่าวทันที ผู้สร้างม็อด Speclizer ออกมายอมรับผ่าน X ว่าโครงการที่ทำมาตั้งแต่เดือนมกราคมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ก่อนหน้านี้จะดูมีความคืบหน้าอย่างมากและเข้าใกล้การเปิดให้เล่นจริงแล้วก็ตาม
ก่อนถูกสั่งระงับ Speclizer เคยอัปเดตว่าม็อดนี้พัฒนาจากต้นแบบที่ยังมีบั๊กเยอะไปสู่โหมดเล่นหลายคนที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น โดยมีระบบเลือกอุปกรณ์ อาวุธและสกิลหลายแบบ แผนที่ 5 แผนที่ และระบบลีดเดอร์บอร์ดพื้นฐาน ทำให้โปรเจกต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนเกม โดยเฉพาะเมื่อ Sony เพิ่งยกเลิก The Last of Us Online ไปก่อนหน้านี้ จนหลายคนมองว่าม็อดนี้อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของคอนเทนต์มัลติเพลเยอร์ในซีรีส์นี้ได้
กระแสเสียดายยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะอดีตผู้กำกับเกมมัลติเพลเยอร์ของ Naughty Dog เคยบอกว่าโครงการ The Last of Us Online พัฒนาไปถึงราว 80% แล้ว ซึ่งทำให้การที่เกมดังกล่าวถูกยกเลิกและม็อดแฟนเมดที่ใกล้เสร็จถูกสั่งปิดตามมา กลายเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนทำให้โอกาสของคอนเทนต์ออนไลน์ในจักรวาล The Last of Us หายไปสองครั้งติด
รายงานยังชี้ว่าการที่ Sony เข้าจัดการก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เนื่องจากบริษัทเคยมีประวัติให้หยุดม็อดหรือโปรเจกต์แฟนทำในลักษณะคล้ายกันมาก่อน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่หรือมีลักษณะเชิงพาณิชย์ แม้ม็อดของ Speclizer จะตั้งใจปล่อยให้เล่นฟรีเมื่อเสร็จสมบูรณ์ แต่การที่มี Patreon รองรับการทำงานก็อาจทำให้ Sony มองว่าเข้าข่ายเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ์หรือการสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทได้ง่ายขึ้น
ผู้พัฒนาแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน แต่ก็ระบุว่าจะเดินหน้าทำโปรเจกต์ใหม่ในอนาคตแทน พร้อมขอบคุณผู้ติดตามที่ให้การสนับสนุนมาตลอดปีที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นข้อจำกัดของงานม็อดในเกมระดับใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับแบรนด์ของค่ายเกมเจ้าของลิขสิทธิ์และมีความเป็นไปได้ที่จะถูกมองว่าแข่งขันหรือทับซ้อนกับแผนธุรกิจของบริษัทแม่


