IGN จัดอันดับภารกิจ GTA ที่ดีที่สุดจาก GTA 3 ถึง GTA 5
IGN รวบรวมและจัดอันดับภารกิจเด่นที่สุดของซีรีส์ Grand Theft Auto ยุคสามมิติและยุคสมัยใหม่ ตั้งแต่ GTA 3, Vice City, San Andreas, GTA 4 ไปจนถึง GTA 5 โดยชี้ให้เห็นว่าหลังผ่านภารกิจเนื้อเรื่องรวมกันหลาย…

IGN รวบรวมและจัดอันดับภารกิจเด่นที่สุดของซีรีส์ Grand Theft Auto ยุคสามมิติและยุคสมัยใหม่ ตั้งแต่ GTA 3, Vice City, San Andreas, GTA 4 ไปจนถึง GTA 5 โดยชี้ให้เห็นว่าหลังผ่านภารกิจเนื้อเรื่องรวมกันหลายร้อยด่าน ซีรีส์นี้มีทั้งภารกิจที่เป็นแค่ฉากฝึกสอน ภารกิจที่วุ่นวายเกินคาด และภารกิจที่กลายเป็นภาพจำของวงการเกมไปแล้ว บทความพยายามอธิบายว่าทำไมบางด่านจึงโดดเด่นกว่าด่านอื่น ไม่ใช่แค่เพราะความยากหรือความยิ่งใหญ่ แต่เพราะวิธีที่ Rockstar ใช้ภารกิจเหล่านี้ในการเล่าเรื่อง สร้างบรรยากาศ และผลักดันพัฒนาการของซีรีส์
หนึ่งในภารกิจที่ถูกยกขึ้นมาคือ “Give Me Liberty” จาก GTA 3 ซึ่งแม้ตัวภารกิจจะเรียบง่ายมาก แค่พาผู้เล่นไปยังเซฟเฮาส์และร้าน Luigi’s แต่กลับมีความสำคัญมหาศาลในฐานะประตูบานแรกของโลก 3D open world ของ GTA จุดแข็งของมันอยู่ที่การเปิดเกมอย่างมีสไตล์ ทั้งฉากเปิดที่หม่น เท่ และให้ความรู้สึกเหมือนหนังอาชญากรรม มากกว่าการบังคับผู้เล่นผ่านบทสอนแบบแข็งทื่อเหมือนเกมแข่งรถในยุคนั้น ทำให้ภารกิจนี้กลายเป็นคำประกาศชัดเจนว่า GTA กำลังก้าวสู่ประสบการณ์แบบภาพยนตร์และโลกจำลองอิสระที่จริงจังกว่าเดิม
อีกภารกิจที่โดดเด่นคือ “Museum Piece” จาก GTA 4 ซึ่งพาเหตุการณ์สำคัญไปเกิดในพิพิธภัณฑ์และกลายเป็นการยิงปะทะสุดเดือดท่ามกลางห้องจัดแสดงและโถงหินอ่อน การล่มของดีลเพชรทำให้ภารกิจนี้พลิกจากการส่งมอบของธรรมดาไปสู่การหนีตายที่น่าจดจำ จุดที่บทความเน้นมากคือความพิเศษเชิงโครงสร้าง เพราะภารกิจนี้เชื่อมโยงตัวละครจากสองภาคเสริมของ GTA 4 เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีทั้ง Johnny Klebitz และ Luis Fernando Lopez ปรากฏร่วมเหตุการณ์เดียวกัน จึงทำหน้าที่เหมือนจุดตัดของเส้นเรื่องหลายมุมมอง และเป็นภาพตัวอย่างล่วงหน้าของแนวคิดสลับตัวละครที่ GTA 5 จะนำไปใช้เต็มรูปแบบในภายหลัง
จากฝั่ง GTA: San Andreas บทความเลือก “Black Project” เป็นตัวแทนของความแหวกแนวและการผสมผสานแนวเกมที่หลากหลาย ภารกิจนี้ส่ง CJ แทรกซึมฐานทัพลับ Area 69 เพื่อขโมยเทคโนโลยีลับระดับสูง โดยเน้นทางเลือกเชิงเล่นลอบเร้น ผู้เล่นสามารถเลือกเส้นทางแทรกซึมได้หลายแบบ ทั้งยิงปิดสปอตไลต์ แอบเข้าทางช่องระบายอากาศ หรือบุกลุยตรง ๆ ความสำเร็จของภารกิจอยู่ที่การเปลี่ยนเกมอาชญากรรมเปิดโลกให้กลายเป็นงานสายลับกึ่งเหนือจริง และตอนจบที่ CJ ได้เจ็ตแพ็กหนีออกมานั้นถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่บ้าคลั่งและเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของยุค 3D GTA
ฝั่ง GTA 5 มี “Minor Turbulence” ที่บทความยกให้เป็นตัวอย่างของฉากแอ็กชันทางอากาศที่ภาคก่อน ๆ ทำได้ไม่สุด ภารกิจนี้ให้ Trevor กระโดดเข้าสู่สถานการณ์กลางอากาศเพื่อบุกเครื่องบินขนส่งขนาดยักษ์ของ Merryweather ด้วยเครื่องบินเก่าที่เล็กและเสี่ยงกว่าอย่างมาก จุดเด่นคือความรู้สึกของการปะทะแบบระหว่างเครื่องบินสองขนาด และการบีบอารมณ์ด้วยการต่อสู้บนเครื่องบินที่กำลังบินอยู่จริง ๆ ซึ่งช่วยให้ภารกิจนี้ดูเหมือนฉากบล็อกบัสเตอร์มากกว่างานชู้ตติ้งธรรมดา บทความยังชี้ว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดีว่า GTA 5 ยกระดับฉากบินและการเล่าเรื่องแบบฉากใหญ่ได้มากเพียงใด
โดยรวม บทความนี้ไม่ได้จัดอันดับแค่ตามความมันส์ของภารกิจ แต่สะท้อนวิวัฒนาการของซีรีส์ GTA ว่าจากภารกิจสั้น ๆ ที่ใช้สอนผู้เล่นใน GTA 3 ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ภารกิจที่ผสมการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ การออกแบบฉากที่ซับซ้อน การเชื่อมโยงตัวละครหลายชุด และการนำเสนอสเปกตรัมของเกมเพลย์ที่กว้างขึ้น ทั้งลอบเร้น ขับรถ ยิงต่อสู้ บุกทางอากาศ และฉากเซอร์ไพรส์ที่เกินคาด ภารกิจที่ดีที่สุดของ GTA จึงไม่ใช่แค่ด่านที่ยากหรืออลังการที่สุด แต่เป็นด่านที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าทุกอย่างในโลกเกมนี้ “เป็นไปได้” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Rockstar ถูกยกย่องว่าเป็นผู้สร้างฉากจำในวงการเกมอย่างแท้จริง


