DEA สั่งห้ามสารแก้ปวดที่นักวิจัยมองว่าอาจช่วยลดอันตรายจากโอปิออยด์
บทความนี้เล่าถึงงานวิจัยด้านยาแก้ปวดที่พยายามหาทางเลือกใหม่แทนโอปิออยด์แบบเดิม ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเสพติดและการเสียชีวิตจากการกดการหายใจ โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงที่วิกฤตโอปิออยด์ในสหรัฐฯ…

บทความนี้เล่าถึงงานวิจัยด้านยาแก้ปวดที่พยายามหาทางเลือกใหม่แทนโอปิออยด์แบบเดิม ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเสพติดและการเสียชีวิตจากการกดการหายใจ โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงที่วิกฤตโอปิออยด์ในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากการพึ่งยาตามใบสั่งแพทย์ไปสู่เฮโรอีนและสารเสพติดที่รุนแรงกว่าเดิม ทำให้นักวิจัยถูกผลักให้มองหายาที่ลดอาการปวดได้แต่ปลอดภัยกว่า
หนึ่งในงานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการศึกษาโดยลอรา บอนน์ และทีมวิจัยซึ่งได้รับทุนจากสถาบันด้านการเสพติดของสหรัฐฯ พวกเขารายงานในวารสาร Cell เมื่อปี 2017 ว่ามีสารหลายชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการปวดในหนูได้โดยไม่ก่อให้เกิดการกดการหายใจ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญเพราะอาการดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ใช้โอปิออยด์เสียชีวิต สารที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ SR-17018
งานวิจัยยังระบุว่าสารดังกล่าวมีจุดเด่นเพิ่มเติม คือหนูไม่ได้พัฒนาความทนต่อยาอย่างรวดเร็วเหมือนโอปิออยด์ทั่วไป และในสัตว์ที่มีภาวะพึ่งพามอร์ฟีนอยู่แล้ว สารนี้อาจช่วยรีเซ็ตความทนต่อยาได้โดยไม่ทำให้เกิดอาการถอนยาอย่างเจ็บปวด หากผลเหล่านี้พิสูจน์ได้ในมนุษย์จริง ก็อาจเปิดทางสู่แนวทางรักษาอาการปวดและการจัดการการเสพติดที่ปลอดภัยกว่าปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้สารนี้จะถูกมองว่ามีศักยภาพสูง แต่เรื่องราวในบทความสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการพัฒนายาใหม่ในพื้นที่ที่ทับซ้อนระหว่างประโยชน์ทางการแพทย์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และการกำกับดูแลของรัฐ โดยเฉพาะเมื่อสารที่อาจช่วยผู้ป่วยจำนวนมากกลับถูกจำกัดหรือห้ามใช้จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่าง DEA ประเด็นนี้จึงเป็นทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์ นโยบายยา และความพยายามหาทางออกจากวิกฤตโอปิออยด์ที่ยังคงส่งผลกระทบกว้างขวาง


