รีวิว The Dog Stars: หนังเอาชีวิตรอดที่ภาพสวยแต่หัวใจไม่ถึง
The Dog Stars ผลงานกำกับของ Ridley Scott ที่เตรียมเข้าฉายในโรงวันที่ 28 สิงหาคม ถูกมองว่าเป็นหนังหลังหายนะที่มีภาพลักษณ์ชวนขาย ทั้งบรรยากาศโลกพังพินาศ การเอาชีวิตรอด และคู่หูสี่ขาอย่าง Jasper แต่เมื่อ…

The Dog Stars ผลงานกำกับของ Ridley Scott ที่เตรียมเข้าฉายในโรงวันที่ 28 สิงหาคม ถูกมองว่าเป็นหนังหลังหายนะที่มีภาพลักษณ์ชวนขาย ทั้งบรรยากาศโลกพังพินาศ การเอาชีวิตรอด และคู่หูสี่ขาอย่าง Jasper แต่เมื่อดูจริงแล้ว หนังไม่ได้เดินไปในทางแอ็กชันระทึกขวัญตามที่ตัวอย่างชวนเข้าใจ หากเป็นเรื่องเล่าจังหวะเนิบเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่พยายามอยู่รอดในโลกหลังโรคระบาดทำลายอารยธรรม
เรื่องราวโฟกัสไปที่ Hig รับบทโดย Jacob Elordi ช่างซ่อมเครื่องบินที่ใช้ชีวิตกับสุนัขและเพื่อนร่วมที่พักพิงอย่าง Bangley (Josh Brolin) ในพื้นที่กันดาร พวกเขาต้องคอยป้องกันตัวจากกลุ่มผู้บุกรุกที่ถูกเรียกว่า Reapers ขณะเดียวกัน Hig ยังออกเดินทางไปพบครอบครัวเล็กๆ ของ Jack (Guy Pearce) และ Cima (Margaret Qualley) ซึ่งช่วยเติมมิติด้านความสัมพันธ์และความโศกเศร้าจากการสูญเสียคู่ชีวิตในโลกที่แทบไม่เหลือความหวัง
จุดเด่นที่ชัดที่สุดของหนังคือภาพถ่ายและงานกำกับฉากที่ใช้ประโยชน์จากจอ IMAX ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์เมืองร้างเดนเวอร์ การบินเหนือภูเขาร็อกกี หรือภาพโลกธรรมชาติที่ครอบงำพื้นที่เมืองเดิม แต่ผู้วิจารณ์มองว่างานภาพเหล่านี้เหมือนถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อโชว์ความยิ่งใหญ่ของสเกล มากกว่าจะพาเรื่องไปข้างหน้าอย่างมีน้ำหนัก โดยเฉพาะเมื่อหนังไม่ค่อยอธิบายโลกหลังหายนะให้ชัดว่าความปั่นป่วนนี้เกิดขึ้นอย่างไร
อีกจุดที่ถูกวิจารณ์หนักคือบทภาพยนตร์ของ Mark L. Smith ซึ่งถูกมองว่าหนักและไม่เป็นธรรมชาติ บทสนทนาหลายช่วงฟังดูเหมาะกับนิยายมากกว่าคำพูดของคนจริงในสถานการณ์จริง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครจึงขาดแรงดึงดูด แม้จะมีช่วงคุยเรื่องอดีต ความรักที่สูญเสียไป และการปรับตัวกับชีวิตใหม่ แต่หนังก็ยังเว้นระยะทางอารมณ์จนผู้ชมยากจะรู้สึกผูกพันกับตัวละคร
เมื่อเรื่องเดินมาถึงครึ่งหลัง หนังเริ่มมีจังหวะคึกคักขึ้นจากฉากปะทะกับ Reapers ซึ่งมีทั้งการตัดต่อที่มีสไตล์และมุมมองแบบบุคคลที่หนึ่งที่ช่วยเพิ่มความตื่นเต้นได้จริง อย่างไรก็ตาม ความมันของฉากแอ็กชันก็ยังถูกตั้งคำถาม เพราะตัวตนและแรงจูงใจของฝ่ายร้ายยังคลุมเครือเกินไป ทำให้ความขัดแย้งดูเป็นเพียงสูตรสำเร็จของหนังโลกพัง มากกว่าจะมีน้ำหนักทางดราม่าหรือประเด็นสังคม
ช่วงท้ายยังมีการหักมุมทางโทนและการปรากฏตัวของ Allison Janney ที่ถูกมองว่าเติมสีสันได้พอสมควร แต่โดยรวมผู้วิจารณ์เห็นว่าหนังยังไปไม่ถึงศูนย์กลางทางอารมณ์ที่ควรจะทำให้เรื่องราวของการสูญเสีย การอยู่รอด และความผูกพันระหว่างคนกับสุนัขทรงพลังขึ้น ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นหนังที่ภาพดีและมีบางฉากน่าจดจำ แต่ไม่อาจหลุดพ้นจากความรู้สึกห่างเหินและปล่อยให้แก่นเรื่องสำคัญกลายเป็นเพียงสิ่งที่พยักหน้าให้ผ่านไป


