แสงสุดท้ายของสเปซทัวริซึมสหรัฐฯ อาจอยู่ที่ยานใหม่ซึ่งเพิ่งลงจอดในแอริโซนา
อาร์สเทคนิกาชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอวกาศของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถูกคาดหวังอย่างมากเมื่อไม่กี่ปีก่อน กำลังอยู่ในภาวะชะงักงันอย่างชัดเจน หลังจากช่วงสั้น ๆ ที่ Blue Origin, Virgin Galactic และ SpaceX…

อาร์สเทคนิกาชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอวกาศของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถูกคาดหวังอย่างมากเมื่อไม่กี่ปีก่อน กำลังอยู่ในภาวะชะงักงันอย่างชัดเจน หลังจากช่วงสั้น ๆ ที่ Blue Origin, Virgin Galactic และ SpaceX เปิดโอกาสให้ลูกค้าทั่วไปได้สัมผัสการเดินทางสู่อวกาศ ทั้งแบบกึ่งโคจรและโคจรจริง ทิศทางของตลาดกลับถดถอยลงอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่มีภารกิจเชิงพาณิชย์สำหรับนักท่องเที่ยวหลงเหลือให้เห็นในสหรัฐฯ
บทความระบุว่า Blue Origin ยังไม่ได้บินภารกิจ New Shepard มานานราว 10 เดือน และโครงการถูก “พักไว้” แม้ในทางปฏิบัติบริษัทจะหันทรัพยากรทีมวิศวกรรมไปสนับสนุนงานที่สำคัญกว่าอย่างจรวด New Glenn และยานลงจอดบนดวงจันทร์ Blue Moon มากกว่า ในขณะเดียวกัน SpaceX ก็เพิ่งส่งภารกิจอิสระของ Dragon ลำสุดท้ายอย่าง Fram2 ไปเมื่อเดือนเมษายน 2025 และภารกิจถัดไปที่ยังอยู่ในตารางส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินไปสถานีอวกาศที่ยังต้องมีนักบินอวกาศจากหน่วยงานรัฐร่วมเดินทางอย่างน้อยหนึ่งคน จึงไม่ถือเป็นการท่องเที่ยวอวกาศแบบเสรีเหมือนช่วงก่อนหน้า
สำหรับ Virgin Galactic สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม โดยเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งสุดท้ายของยาน VSS Unity เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2024 ทำให้บริษัทไม่ได้มีบทบาทในตลาดท่องเที่ยวอวกาศเชิงพาณิชย์มานานแล้ว เมื่อรวมกับความไม่ชัดเจนของแผนการใช้ Starship เพื่อพามนุษย์ขึ้นจากโลกในอนาคตอันใกล้ ภาพรวมจึงสะท้อนว่ากำลังการบินเพื่อการท่องเที่ยวอวกาศในสหรัฐฯ หดหายลงอย่างมาก
ประเด็นสำคัญของบทความคือ ขณะนี้สหรัฐฯ ใช้เวลามากกว่า 10 เดือนโดยไม่มีภารกิจท่องเที่ยวอวกาศใด ๆ เลย ซึ่งตอกย้ำว่ากระแสความคาดหวังที่เคยสูงในยุคเริ่มต้นของตลาดเอกชนกำลังถูกแทนที่ด้วยความล่าช้า การปรับกลยุทธ์ของบริษัท และความจริงด้านต้นทุนและเทคโนโลยี แม้จะยังมีความหวังจากโครงการใหม่ ๆ แต่ในภาพรวม ผู้เขียนมองว่าตลาดท่องเที่ยวอวกาศกำลังรอแรงผลักดันชุดใหม่มากกว่าจะอยู่ในช่วงเติบโตอย่างที่เคยถูกคาดหมายไว้


