The Legend of Zelda: Ocarina of Time กับรากฐานที่ยังส่งอิทธิพลถึงปัจจุบัน
บทความของ The Verge มองย้อนกลับไปที่ The Legend of Zelda: Ocarina of Time ในฐานะเกมที่ยังถูกพูดถึงไม่เสื่อมคลาย แม้เวลาจะผ่านมาหลายทศวรรษ โดยชี้ว่าความสำคัญของมันไม่ได้อยู่แค่ในฐานะเกมคลาสสิก แต่เป็น…

บทความของ The Verge มองย้อนกลับไปที่ The Legend of Zelda: Ocarina of Time ในฐานะเกมที่ยังถูกพูดถึงไม่เสื่อมคลาย แม้เวลาจะผ่านมาหลายทศวรรษ โดยชี้ว่าความสำคัญของมันไม่ได้อยู่แค่ในฐานะเกมคลาสสิก แต่เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของซีรีส์ Zelda ที่ช่วยวางมาตรฐานให้เกมแอ็กชันผจญภัยแบบ 3 มิติมาอย่างยาวนาน
แกนหลักของบทความคือการเปรียบเทียบระหว่าง Zelda ยุคเก่าที่เดินตามเส้นทางค่อนข้างตรง กับยุคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนหลัง Breath of the Wild ซึ่งทำให้ซีรีส์กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยโครงสร้างโลกเปิดและการให้อิสระผู้เล่นอย่างมาก ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องเดินตามลำดับที่กำหนดไว้ตายตัว แต่สามารถเลือกวิธีไปสู่เป้าหมายและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ
ผู้เขียนชี้ว่าปรัชญาการออกแบบแบบ “ให้ผู้เล่นสร้างทางของตัวเอง” จาก Breath of the Wild ไม่ได้หยุดอยู่แค่เกมภาคนั้น แต่ส่งผลต่อเกม Zelda รุ่นถัด ๆ มา เช่น Tears of the Kingdom และ Echoes of Wisdom ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นทดลองและหาวิธีแก้ปริศนาด้วยตนเองมากขึ้น ทำให้ซีรีส์นี้ค่อย ๆ ห่างจากรูปแบบเชิงเส้นแบบดั้งเดิม
ในมุมของภาพรวมซีรีส์ บทความสรุปว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ Zelda เติบโตขึ้นอย่างมากในด้านความนิยมและความยืดหยุ่นของรูปแบบการเล่น จนกลายเป็นแฟรนไชส์ที่ใหญ่กว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้เกม Zelda แบบเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงซึ่งเคยเป็นภาพจำของยุคก่อนค่อย ๆ กลายเป็นอดีต
ดังนั้น แม้ชื่อของ Ocarina of Time จะยังถูกยกเป็นมาตรฐานของความยอดเยี่ยมในประวัติศาสตร์เกม แต่บทความนี้เน้นว่าอิทธิพลที่แท้จริงของ Zelda ในยุคปัจจุบันคือการต่อยอดแนวคิดเรื่องอิสระของผู้เล่นที่เริ่มชัดเจนขึ้นในภาคหลัง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าซีรีส์นี้ยังพัฒนาและนิยามตัวเองใหม่ได้เสมอ


