แหล่งรวมข่าวเทคโนโลยี
nerdsify
AI

สตาร์ตอัป AI กำลังไล่ล่าเทคโนโลยีถัดไปเหนือ Transformer

สตาร์ตอัป AI กำลังไล่ล่าเทคโนโลยีถัดไปเหนือ Transformer

บทความของ MIT Technology Review ชี้ว่าแม้สถาปัตยกรรม Transformer จะเป็นรากฐานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน แต่เทคโนโลยีนี้เริ่มกลายเป็นคอขวดมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโมเดลต้องทำงานกับข้อมูลที่ยาวขึ้น ซับซ้อนขึ้น และต้องรองรับงานประเภท reasoning หรือเอเจนต์ที่เก็บบริบทจำนวนมหาศาลไว้พร้อมกัน ข้อจำกัดหลักคือ dense attention ซึ่งต้องคำนวณความสัมพันธ์ของทุกโทเคนกับทุกโทเคน ทำให้ต้นทุนการประมวลผลและการใช้พลังงานพุ่งสูง ขณะที่ความต้องการด้านคอมพิวต์ของอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างของทั้งวงการ

บทความยกตัวเลขและบริบทว่าความต้องการคอมพิวต์ของผู้เล่นรายใหญ่สูงมาก เช่น OpenAI ที่คาดว่าจะใช้จ่ายด้านการประมวลผลระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ และแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในปี 2030 ประเด็นจึงไม่ใช่แค่ “ทำให้โมเดลฉลาดขึ้น” แต่ต้องทำให้มันประหยัดขึ้น ใช้หน่วยความจำน้อยลง และรับข้อมูลยาว ๆ ได้ดีขึ้น หาก LLM จะขยับจากแชตบอตไปสู่งานอย่างการวิเคราะห์เอกสารทั้งคลังโค้ด หรือการทำงานแบบ agent ที่ต้องต่อเนื่องเป็นเวลานาน

หนึ่งในแนวทางใหม่คือการรื้อระบบ attention โดยตรงให้เหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริง ๆ แทนที่จะคำนวณทุกความสัมพันธ์เหมือนเดิม Subquadratic สตาร์ตอัปในไมอามีอ้างว่าพัฒนา sparse attention แบบใหม่ที่สามารถแข่งขันกับโมเดลชั้นนำในบางงาน เช่น ค้นหาและเขียนโค้ดได้ โดยโมเดลจะเลือกแบบเรียลไทม์ว่าช่วงใดของข้อความมีความสำคัญและช่วงใดสามารถละทิ้งได้ แม้ข้อเสนอนี้จะยังมีเสียงสงสัยจากบางฝ่ายในอุตสาหกรรม แต่ก็สะท้อนความพยายามที่จะลดภาระคำนวณโดยไม่ทำให้คุณภาพตกลงมากเกินไป

อีกบริษัทคือ Manifest AI ที่เลือกเปลี่ยนจาก attention ไปสู่กลไกที่เรียกว่า power retention แทนแนวคิดนี้ไม่ได้เก็บทุกอย่างไว้ใน context window แต่สร้างสรุปแบบต่อเนื่องและค่อย ๆ ตัดข้อมูลที่ไม่สำคัญออก ทำให้โมเดลรับมือกับข้อมูลปริมาณมากได้โดยไม่ทำให้ภาระเพิ่มแบบทวีคูณ บริษัทอ้างว่าสามารถดัดแปลงโมเดลโอเพนซอร์สที่มีอยู่ให้ใช้ระบบนี้ได้ด้วยการฝึกเพิ่มไม่มากนัก และสาธิตผ่านโมเดลสำหรับเขียนโค้ดและโมเดลทั่วไปที่ตั้งเป้าแข่งกับโมเดลโอเพนซอร์สยอดนิยมบางตัว แนวคิดนี้ถูกนำเสนอว่าเหมาะกับงานที่ต้องอ่านวิดีโอยาว ๆ หรือให้เอเจนต์ทำงานต่อเนื่องเป็นสัปดาห์

ฝั่ง Liquid AI ซึ่งเป็นสปินออฟจาก MIT เดินคนละเส้นทาง โดยไม่ได้ทิ้ง Transformer ทั้งหมด แต่ผสมกับ liquid neural networks เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า liquid foundation models เป้าหมายคือทำให้โมเดลมีขนาดเล็กลง ประหยัดพลังงานขึ้น และเหมาะกับอุปกรณ์ปลายทางมากกว่าเดิม เช่น ชิปในรถยนต์หรือแม้แต่ Raspberry Pi บริษัทอ้างว่าระบบของตนมีขนาดเล็กและใช้พลังงานต่ำกว่ามาตรฐานตลาดมาก ขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมสูงในเชิงการดาวน์โหลดและการใช้งานจากองค์กรขนาดเล็ก

ภาพรวมของบทความคืออุตสาหกรรม LLM กำลังเข้าสู่ช่วง “หลังยุค Transformer” ในเชิงวิศวกรรม แม้โมเดลแบบนี้จะยังไม่หายไปไหน แต่ตลาดเริ่มมองหาสถาปัตยกรรมที่ทำงานได้เร็วกว่า ถูกกว่า และรองรับบริบทขนาดใหญ่ได้ดีกว่าเดิม ทั้งการเปลี่ยน attention ไปเป็นรูปแบบใหม่ การใช้กลไก retention หรือการสร้างโมเดลไฮบริดที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผู้เล่นหน้าใหม่อาจยังไม่มีข้อได้เปรียบเรื่องขนาดหรือส่วนแบ่งตลาด แต่มีโอกาสสูงที่จะกำหนดทิศทางถัดไปของ AI หากแนวคิดเหล่านี้พิสูจน์ตัวเองได้จริง

Raycast เพิ่ม Dictate to AI ให้พูดสั่งงานพร้อมส่งบริบทหน้าจอให้อัตโนมัติ
AI

Raycast เพิ่ม Dictate to AI ให้พูดสั่งงานพร้อมส่งบริบทหน้าจอให้อัตโนมัติ

ฟีเจอร์ใหม่ต่อยอดจาก Screen Awareness ของ Raycast ให้ผู้ใช้สั่งงาน AI ด้วยเสียงได้โดยไม่ต้องอธิบายบริบทเอง พร้อมอัปเดตหลายส่วนทั้งบน Mac, iPhone และ Windows

OpenAI ระดมทุนเพิ่ม 11,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าบริษัทแตะ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์
AI

OpenAI ระดมทุนเพิ่ม 11,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าบริษัทแตะ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์

Bloomberg รายงานว่า OpenAI ปิดดีลได้แล้วบางส่วนของรอบระดมทุนใหม่ ขณะที่แผน IPO ยังเลื่อนไปเป็นปีหน้า และตลาด AI เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน

Crusoe ขายโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไวโอมิงให้ Google
AI

Crusoe ขายโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไวโอมิงให้ Google

Google เข้ารับช่วงพัฒนาไซต์ที่ยังสร้างไม่เสร็จในรัฐไวโอมิง หลังมีรายงานว่ากังวลเรื่องต้นทุนและไทม์ไลน์การก่อสร้าง ขณะเดียวกัน Crusoe ยังเดินหน้าทำโครงการอื่นกับลูกค้ารายใหญ่ในวงการ AI ต่อไป