โรดแมปใหม่ชี้เส้นทางวิจัยพ่นอนุภาคสะท้อนแสงในชั้นบรรยากาศเพื่อใช้ตัดสินใจเรื่องภูมิอากาศ
องค์กรไม่แสวงกำไรในซานฟรานซิสโกชื่อ Reflective เปิดเผย “แผนที่งานวิจัย” สำหรับโครงการพ่นละอองสะท้อนแสงเข้าสู่สตราโตสเฟียร์ หรือ stratospheric aerosol injection (SAI) ซึ่งเป็นแนวคิดด้าน solar…

องค์กรไม่แสวงกำไรในซานฟรานซิสโกชื่อ Reflective เปิดเผย “แผนที่งานวิจัย” สำหรับโครงการพ่นละอองสะท้อนแสงเข้าสู่สตราโตสเฟียร์ หรือ stratospheric aerosol injection (SAI) ซึ่งเป็นแนวคิดด้าน solar geoengineering ที่หวังลดความร้อนของโลกโดยเลียนแบบผลของการปะทุของภูเขาไฟ เป้าหมายของเอกสารนี้ไม่ใช่การผลักดันให้ใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวทันที แต่เพื่อระบุว่าต้องมีการทดลอง การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานใดบ้างจึงจะทำให้โลกตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากพอ
Reflective ชี้ว่าแม้แนวคิดนี้จะถูกศึกษามานานกว่าครึ่งศตวรรษและมีงานวิจัยจำนวนมากแล้ว แต่ยังมีช่องว่างสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อระบบภูมิอากาศอื่น ๆ จึงยังไม่มีแผนแบบเป็นระบบสำหรับลดความไม่แน่นอนเหล่านี้ให้ครบถ้วน องค์กรระบุว่าหากดำเนินงานวิจัยอย่างประสานกัน อาจใช้เวลาราว 10 ปีและงบประมาณประมาณ 370 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าเดินหน้าแบบกระจัดกระจาย อาจยืดเป็น 20 ปีและใช้งบเกือบ 1.4 พันล้านดอลลาร์
หัวใจของโรดแมปแบ่งเป็นหลายช่วง เริ่มจากระยะ “พื้นฐานความรู้” ที่เน้นแบบจำลองคอมพิวเตอร์ การทดลองในห้องปฏิบัติการ และการพัฒนาเครื่องมือสังเกตชั้นบรรยากาศ เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบต่อภูมิภาคต่าง ๆ ระบบนิเวศ กระแสน้ำในมหาสมุทร แผ่นน้ำแข็ง และผลผลิตทางการเกษตร ระยะนี้คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปี และใช้งบ 30-75 ล้านดอลลาร์
ถัดมาเป็นช่วงทดลองภาคสนามขนาดเล็ก โดยใช้เครื่องบินดัดแปลงปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 10 ตัน จำนวน 4 ครั้งใน 2 ฤดูกาล เพื่อตรวจสอบการกระจายตัวและผลของอนุภาคในสตราโตสเฟียร์ ระยะนี้อาจใช้เวลา 4-8 ปี และงบ 70-150 ล้านดอลลาร์ พร้อมช่วยลดความไม่แน่นอนเรื่อง “ประสิทธิภาพในการทำให้โลกเย็นลง” ได้ราว 25%
โรดแมปยังเสนอการทดลองที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์รวม 25,000 ตันในหนึ่งฤดูกาล อาจทำหนึ่งหรือสองครั้ง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ทั้งเรื่องประสิทธิภาพและผลข้างเคียง ระยะนี้คาดว่าจะกินเวลา 4-11 ปี และใช้งบ 270 ล้านถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ โดยประเมินว่าสามารถลดความไม่แน่นอนด้านประสิทธิภาพได้ประมาณ 66% ก่อนจะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายคือการเฝ้าติดตามหากโลกตัดสินใจใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้ทำการทดลองนอกห้องแล็บยังเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างมาก นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวจำนวนมากเคยคัดค้านการทดลองลักษณะนี้ พร้อมเรียกร้องให้มีข้อตกลง “ไม่ใช้งาน” ระดับนานาชาติ โดยให้เหตุผลว่าเทคโนโลยีนี้อาจไม่สามารถกำกับดูแลได้อย่างเป็นธรรมในระดับโลก และคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ทำได้หรือไม่” แต่คือ “ใครจะเป็นผู้ควบคุม ใครจะตัดสินใจ และเพื่อผลประโยชน์ของใคร”
อีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนการวิจัยมองว่าหากต้องเผชิญภาวะโลกร้อนรุนแรง โลกอาจต้องตัดสินใจเรื่องนี้เร็วเกินกว่าระบบวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะรองรับได้ Reflective จึงพยายามวางกรอบวิจัยที่มี “ด่านตัดสิน” ระหว่างแต่ละขั้น หากผลทดลองไม่เป็นไปตามคาด มีผลเสียที่น่ากังวล หรือยังไม่ลดความไม่แน่นอนสำคัญลง ก็อาจต้องหยุดเดินหน้าต่อได้ องค์กรยังเปิดรับคำวิจารณ์และจะปรับปรุงโรดแมปในเวอร์ชันต่อไป ซึ่งสะท้อนว่าประเด็น solar geoengineering ยังอยู่ในช่วงถกเถียงระหว่างความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์กับความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลระดับโลก


