IGN จัดอันดับ 30 เกมโอเพ่นเวิลด์ระดับมาสเตอร์พีซ ชี้ GTA 5 ยังเป็นราชาเมืองเปิดโลก
IGN เผยบทความพิเศษชุด IGN 30 ว่าด้วยเกมโอเพ่นเวิลด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดช่วง 30 ปี โดยตั้งคำถามว่าเกมใดบ้างที่ช่วยกำหนดทิศทางของวงการ และผลักให้แนวเกมแบบโลกกว้างกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของเกมสมัยใหม่…

IGN เผยบทความพิเศษชุด IGN 30 ว่าด้วยเกมโอเพ่นเวิลด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดช่วง 30 ปี โดยตั้งคำถามว่าเกมใดบ้างที่ช่วยกำหนดทิศทางของวงการ และผลักให้แนวเกมแบบโลกกว้างกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของเกมสมัยใหม่ เนื้อหาช่วงแรกเน้นหมวดเกมเมือง ที่มองว่าเป็นแกนหลักของโอเพ่นเวิลด์ยุคใหม่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผสานการขับรถ การเล่าเรื่อง และการใช้ชีวิตในเมืองจำลองเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
บทความเริ่มจาก Grand Theft Auto 3 ซึ่งถูกยกให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมโลกเปิด เพราะวางโครงสร้างที่เกมแนวนี้จำนวนมากนำไปใช้ต่อ ทั้งการสำรวจเมือง การทำภารกิจ และการเล่าเรื่องเชิงภาพยนตร์บนฉากเมืองอาชญากรรม จากนั้นจึงกล่าวถึง Vice City ว่าเป็นการยกระดับซีรีส์ให้มีเอกลักษณ์ด้านบรรยากาศมากขึ้น ด้วยโลกยุค 1980s ที่มีสีสัน ชีวิตชีวา และรายละเอียดของสถานที่ที่ชวนให้ผู้เล่นอยากใช้เวลาอยู่ในเมืองมากกว่าทำแค่ภารกิจหลัก
อีกหนึ่งเกมสำคัญที่ถูกหยิบมาพูดถึงคือ Shenmue ซึ่ง IGN มองว่าเป็นตัวอย่างต้นแบบของการสร้างโลกที่มีชีวิตจริง ทั้งระบบกลางวันกลางคืน สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และกิจกรรมยิบย่อยที่ทำให้เมืองดูเหมือนมีคนใช้ชีวิตอยู่จริง อิทธิพลของเกมนี้ถูกมองว่าไปไกลถึงซีรีส์ GTA และต่อยอดชัดเจนในเกมอย่าง Yakuza ที่เน้นทั้งตัวละครแปลกสีสันและมินิเกมจำนวนมาก
บทความยังกล่าวถึงเกมที่พยายามเดินตามรอย GTA อย่าง The Getaway, Mafia และ Mafia 2 โดยชี้ว่า Mafia 2 เด่นด้านการจำลองยุคสมัยและการเล่าเรื่องอาชญากรรมที่จริงจัง แม้ความเป็นแซนด์บ็อกซ์จะยังไม่แข็งแรงเท่าผลงานของ Rockstar ขณะเดียวกัน Saints Row: The Third ก็ถูกมองเป็นอีกขั้วหนึ่งของโอเพ่นเวิลด์เมือง ที่เลือกเล่นใหญ่และเสียดสีความเว่อร์วังมากกว่าเอาโลกจริงมาเป็นแกนหลัก
ในกลุ่มเกมยุคหลัง IGN ยังยก Sleeping Dogs และ Watch Dogs 2 ว่าเป็นตัวอย่างของเมืองเปิดโลกที่มีเสน่ห์จากฉากหลังและคาแรกเตอร์ แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่สามารถแย่งบัลลังก์จาก Rockstar ได้ บทสรุปของหมวดนี้ชัดเจนว่า Grand Theft Auto 5 คือสุดยอดเกมเมืองแบบโอเพ่นเวิลด์ ด้วยการรวมจุดเด่นจากภาคก่อนหน้าเข้าด้วยกัน และเพิ่มมิติใหม่อย่างตัวละครเอกสามคนที่สลับเล่นได้ ทำให้การดำเนินเรื่องและรูปแบบการเล่นมีความยืดหยุ่นและหลากหลายกว่าที่เคย
โดยรวมแล้ว บทความนี้สะท้อนมุมมองว่าเกมโอเพ่นเวิลด์ไม่ได้มีความหมายแค่พื้นที่ใหญ่หรือเดินสำรวจได้อิสระ แต่คือการสร้างโลกที่มีบริบท วัฒนธรรม และระบบนิเวศของตัวเอง จนผู้เล่นรู้สึกว่าได้เข้าไป “อยู่” ในโลกนั้นจริง ๆ มากกว่าการเล่นผ่านฉาก และในสายตาของ IGN เกมที่ทำสิ่งนี้ได้ดีที่สุดในหมวดเมืองเปิดโลกก็คือ GTA 5 ซึ่งยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญของแนวเกมนี้มาจนถึงปัจจุบัน


