MIT ชี้ 4 ทางแก้ปัญหา “กำแพงเสมือน” ชายแดนสหรัฐฯ หลังพบผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
รายงานสืบสวนของ MIT Technology Review ร่วมกับ Times of San Diego ชี้ให้เห็นความล้มเหลวเชิงระบบของเครือข่ายหอเฝ้าระวังชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกหรือที่เรียกกันว่า “virtual wall” ซึ่งใช้งานเทคโนโลยีอัตโนมัติ…

รายงานสืบสวนของ MIT Technology Review ร่วมกับ Times of San Diego ชี้ให้เห็นความล้มเหลวเชิงระบบของเครือข่ายหอเฝ้าระวังชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกหรือที่เรียกกันว่า “virtual wall” ซึ่งใช้งานเทคโนโลยีอัตโนมัติและระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อจับการเคลื่อนไหวในพื้นที่ห่างไกล แต่กลับมีกรณีผู้ลักลอบข้ามแดนจำนวนมากเดินผ่านไปโดยไม่ถูกตรวจพบ ก่อนจะเสียชีวิตในบริเวณใกล้เคียง และศพถูกพบช้าหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนต่อมา
บทความระบุว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนผสมของหลายปัจจัย ทั้งหอที่เสียหายหรือใช้งานไม่ได้ อัลกอริทึมที่ตรวจจับคนไม่สำเร็จ และเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ตอบสนองต่อสัญญาณแจ้งเตือนอย่างเหมาะสม กรณีเหล่านี้สะท้อนว่าระบบเฝ้าระวังที่ถูกนำเสนอว่าเป็นเครื่องมือสำคัญด้านความมั่นคงชายแดน อาจยังไม่สามารถทำหน้าที่พื้นฐานที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เขียนเสนอว่าหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ควรเริ่มจากการทำ “audit” หรือการตรวจสอบเชิงระบบอย่างครบถ้วนว่ามีผู้เสียชีวิตใกล้หอเฝ้าระวังมากเพียงใด และเกิดขึ้นตรงจุดไหนบ้าง เพราะปัจจุบันรัฐบาลไม่ได้เผยแผนที่ที่ครอบคลุมของหอทั้งหมด ทำให้สาธารณะและแม้แต่ผู้ตรวจสอบภายนอกไม่สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างสมบูรณ์ ข้อมูลที่ทีมข่าวรวบรวมได้ยังน่าจะเป็นเพียงการนับแบบต่ำกว่าความจริง เนื่องจากพบหอกำลังปฏิบัติการหลายร้อยต้น แต่ยังไม่ครบตามจำนวนที่รัฐบาลระบุว่ามีอยู่จริง
ข้อเสนอถัดมาคือการปรับระบบติดตามการเสียชีวิตของผู้อพยพและการพบศพให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพราะปัจจุบันข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามหลายหน่วยงานและหลายพื้นที่ ส่งผลให้การบันทึกเหตุการณ์ไม่ครบถ้วน CBP มีระบบภายในมานานแล้ว แต่ปัญหาคือยังมีช่องโหว่ในการป้อนข้อมูลและการสรุปผลเชิงนโยบาย รวมถึงโครงการ Missing Migrant Program ที่เก็บข้อมูลการช่วยเหลือและการแจ้งเหตุได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีแผนชัดเจนว่าจะนำข้อมูลไปวัดผลว่าช่วยลดการตายหรือเพิ่มการช่วยเหลือได้จริงหรือไม่
อีกประเด็นสำคัญคือการบันทึกว่าเทคโนโลยีเฝ้าระวังช่วยให้เกิดการจับกุมได้จริงแค่ไหน เดิมทีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง GAO เคยแนะนำให้เจ้าหน้าที่จดบันทึกทุกครั้งที่กล้อง เซนเซอร์ หรือหอเฝ้าระวังมีส่วนช่วยในการจับกุม เพื่อให้สภาคองเกรสประเมินความคุ้มค่าได้ แต่ในทางปฏิบัติข้อมูลที่เก็บกลับไม่น่าเชื่อถือ บางกรณีมีการอ้างเครดิตให้เทคโนโลยีที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่ในพื้นที่จริงด้วยซ้ำ ทำให้การประเมินประสิทธิภาพกลายเป็นเรื่องคลุมเครือ
ข้อเสนอสุดท้ายคือทุกครั้งที่มีผู้เสียชีวิตในเขตชายแดน CBP ควรตรวจสอบทันทีว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นภายในระยะการมองเห็นหรือการตรวจจับของหอเฝ้าระวังหรือไม่ และถ้าใช่ ต้องสืบต่อว่าระบบตรวจพบหรือแจ้งเตือนอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่ตอบสนองอย่างไร และทำไมจึงไม่ช่วยเหลือได้ทันเวลา ปัจจุบันไม่มีขั้นตอนบังคับให้ทำเช่นนี้ ทำให้หลักฐานสำคัญอาจสูญหาย และการตายของผู้คนจำนวนมากไม่ถูกนับเป็น “ความล้มเหลวของระบบ” อย่างเป็นทางการ
โดยสรุป บทความมองว่าปัญหาของ “กำแพงเสมือน” ไม่ใช่แค่การลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น แต่คือการสร้างกลไกตรวจสอบ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จริง หากสหรัฐฯ จะทุ่มงบประมาณอีกมหาศาลเพื่อขยายระบบนี้ การวัดผลและการสอบทานความล้มเหลวที่เกิดขึ้นต้องเกิดขึ้นก่อน ไม่เช่นนั้นเงินภาษีอาจถูกใช้กับโครงสร้างที่ไม่สามารถปกป้องชีวิตคนได้ตามที่อ้าง

