ผู้กำกับหนัง Call of Duty เผยหนังจะเน้น “ต้นทุนของสงคราม” และชื่นชมตัวละคร Modern Warfare
ปีเตอร์ เบิร์ก ผู้กำกับภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน Call of Duty ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของหนัง โดยย้ำว่าเวอร์ชันนี้จะมี “หัวใจ” ชัดเจน และตั้งใจเล่าเรื่องที่สะท้อน “ต้นทุนของสงคราม” มากกว่า…

ปีเตอร์ เบิร์ก ผู้กำกับภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน Call of Duty ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของหนัง โดยย้ำว่าเวอร์ชันนี้จะมี “หัวใจ” ชัดเจน และตั้งใจเล่าเรื่องที่สะท้อน “ต้นทุนของสงคราม” มากกว่าจะพึ่งฉากยิงต่อสู้เพียงอย่างเดียว เขาระบุว่าภาพยนตร์จะยึดโทนจากช่วง Modern Warfare ของแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นส่วนที่เขามองว่ามีชั้นเชิงทางอารมณ์และประเด็นมากพอสำหรับการดัดแปลงขึ้นจอใหญ่
เบิร์กกล่าวถึงตัวละครสำคัญอย่าง Captain Price, Soap, Ghost และ Alex ว่าไม่ใช่ตัวละครแบบผิวเผิน แต่เป็นมนุษย์ที่ซับซ้อน มีเส้นเรื่องและแรงขับภายในที่น่าสนใจ เขาเชื่อว่าเกมชุด Modern Warfare มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับภาระของคนที่ต้องยืนอยู่ระหว่างอันตรายกับผู้คนทั่วไป รวมถึงความหนักหน่วงที่มาพร้อมการเป็น “นักรบ” ซึ่งเป็นมุมที่เขาและผู้เขียนบท เทย์เลอร์ เชอริแดน ต้องการถ่ายทอดในภาพยนตร์
ผู้กำกับย้ำด้วยว่าหนังจะไม่ถูกออกแบบให้เป็นเพียงความบันเทิงแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่จะสื่อสารถึงผลกระทบและผลลัพธ์ของสงครามอย่างจริงจัง เขาอธิบายว่าความรุนแรง อาวุธ และฉากแอ็กชันเป็นเพียงเปลือกนอก ขณะที่แก่นแท้คือความหมายของหน้าที่ ความสูญเสีย และแรงกดดันของคนที่ต้องเผชิญความขัดแย้งในโลกจริง
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของเบิร์กไม่ได้ทำให้แฟนทุกคนสบายใจทั้งหมด เพราะในอดีตเขาเคยวิจารณ์เกมอย่างรุนแรง โดยเคยเรียกการเล่นวิดีโอเกมเกี่ยวกับสงครามว่า “น่าเวทนา” และดูแคลนคนที่ใช้เวลาเล่นเกมนาน ๆ ทำให้มีบางส่วนตั้งคำถามว่าเขาเหมาะกับโปรเจ็กต์นี้หรือไม่ แม้ปัจจุบันเขาจะดูปรับท่าทีและพูดถึงแฟรนไชส์ด้วยความเคารพมากขึ้นก็ตาม
เบิร์กยังมีงานอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธีมสงครามคือ The Mosquito Bowl ซึ่งมีกำหนดฉายในช่วงปลายเดือนนี้ และเขาระบุว่าหลังจากโปรเจ็กต์นั้นจบลง ความคืบหน้าของหนัง Call of Duty จะเริ่มชัดเจนขึ้น ด้านรายละเอียดพล็อตของเรื่องยังไม่มีการเปิดเผย และยังไม่มีการยืนยันนักแสดงสำหรับบทตัวละครที่แฟน ๆ คาดหวังกันอยู่
ภาพยนตร์ Call of Duty มีกำหนดฉายในโรงวันที่ 30 มิถุนายน 2028 ท่ามกลางกระแสหนังดัดแปลงจากวิดีโอเกมที่กำลังคึกคัก โดยในปีเดียวกันยังมีโปรเจ็กต์จากเกมดังอย่าง Elden Ring และ Battlefield รออยู่เช่นกัน ทำให้ภาพยนตร์ Call of Duty ถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในงานดัดแปลงเกมที่สำคัญที่สุดของปีนั้น


