ผู้พัฒนา Stalker 2 เผยการยกเครื่องเอนจินครั้งใหญ่เป็นงานสุดหิน แต่คุ้มค่า
GSC Game World เปิดเผยเบื้องหลังการอัปเดตเวอร์ชัน 2.0 ของ Stalker 2 ซึ่งมาพร้อมกับส่วนเสริม Cost of Hope โดยหัวใจสำคัญของอัปเดตนี้คือการยกเครื่องเอนจินจาก Unreal Engine 5.1 ไปเป็น 5.5.4 เพื่อยกระดับ…

GSC Game World เปิดเผยเบื้องหลังการอัปเดตเวอร์ชัน 2.0 ของ Stalker 2 ซึ่งมาพร้อมกับส่วนเสริม Cost of Hope โดยหัวใจสำคัญของอัปเดตนี้คือการยกเครื่องเอนจินจาก Unreal Engine 5.1 ไปเป็น 5.5.4 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเสถียรของเกมหลังวางขาย
ระหว่างงาน Gamescom ทีมผู้พัฒนาเล่าว่ากระบวนการนี้หนักหนามากจนถึงขั้นมีคำอุทานว่า “Can I cry?” เพราะโค้ดของเกมถูกปรับแต่งเฉพาะทางไว้มากบน Unreal เวอร์ชันเดิม ทำให้การย้ายระบบไม่ใช่แค่การอัปเดตตามปกติ แต่ต้องแกะและผสานโค้ดจำนวนมากกลับเข้ากับโครงสร้างของ Unreal รุ่นใหม่แทบทั้งหมด
ผู้บริหารของสตูดิโออธิบายว่า Stalker 2 เริ่มต้นพัฒนาบน Unreal Engine 4 ก่อนจะย้ายไปยัง Unreal 5 รุ่นต้น ๆ แต่ในช่วงนั้นฟีเจอร์รองรับเกมโลกเปิดของ Epic ยังไม่พอสำหรับขนาดและความซับซ้อนของโปรเจกต์ ทีมจึงต้องสร้างระบบเฉพาะของตัวเองขึ้นมา พอ Unreal รุ่นใหม่มีระบบคล้ายกันในตัว การอัปเกรดจึงกลายเป็นการ “รวมโค้ดใหม่กับของเดิม” ที่ใช้เวลาและแรงงานมหาศาล
อย่างไรก็ตาม งานหนักครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลดีแค่กับเวอร์ชัน 2.0 เท่านั้น ทีมงานบอกว่าการเตรียมอัปเกรดเอนจินช่วยให้พวกเขาค้นพบการปรับแต่งด้านประสิทธิภาพจำนวนมาก และสามารถย้อนกลับไปใส่ในอัปเดตเวอร์ชัน 1.7 ได้ก่อน ส่งผลให้ผู้เล่นจำนวนมากได้รับเฟรมเรตและการทำงานที่ดีขึ้นตั้งแต่ก่อนการย้ายเอนจินจะเสร็จสมบูรณ์
GSC ยังย้ำว่า ถึง Unreal จะทำให้การพัฒนาและอัปเกรดหลังเกมวางจำหน่ายเป็นงานใหญ่ แต่ก็ยังดีกว่าเอนจิน X-Ray แบบเดิมในแง่การจัดหาบุคลากรและโอกาสในอาชีพของนักพัฒนา สตูดิโอมองว่าการใช้เอนจินมาตรฐานทำให้หาทีมงานได้ง่ายกว่า และนักพัฒนาก็มีทักษะที่นำไปใช้ต่อในตลาดงานได้กว้างกว่า
โดยสรุป สตูดิโอมองว่าการเลือกเอนจินไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องเสมอไป แต่เป็นเรื่องของการเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับโปรเจกต์และทรัพยากรของแต่ละทีม สำหรับ Stalker 2 การย้ายมาใช้ Unreal คือทางเลือกที่แม้จะเต็มไปด้วยความยุ่งยากและความเครียด แต่สุดท้ายก็ช่วยให้เกมเดินหน้าต่อได้ดีขึ้นทั้งในด้านเทคนิคและอนาคตของทีมพัฒนา


