รีวิว Castlevania: Belmont’s Curse พลิกสูตรเก่าใส่ไอเดียใหม่ แต่ไม่ใช่การคืนชีพแบบดั้งเดิม
Castlevania: Belmont’s Curse คือการกลับมาของซีรีส์แอ็กชันคลาสสิกในรอบเกือบ 20 ปีของงาน 2D ภาคหลัก โดยครั้งนี้ Evil Empire ทีมผู้สร้างคอนเทนต์ Return to Castlevania ของ Dead Cells ได้รับหน้าที่สานต่อ…

Castlevania: Belmont’s Curse คือการกลับมาของซีรีส์แอ็กชันคลาสสิกในรอบเกือบ 20 ปีของงาน 2D ภาคหลัก โดยครั้งนี้ Evil Empire ทีมผู้สร้างคอนเทนต์ Return to Castlevania ของ Dead Cells ได้รับหน้าที่สานต่อโลกแดรกคูล่ากันแบบเต็มตัว ตัวเกมพยายามผสมกลิ่นอายเก่าเข้ากับระบบสมัยใหม่อย่างจริงจัง และผลลัพธ์โดยรวมถูกมองว่าทำได้ดีพอสมควร แม้จะไม่ใช่การหวนคืนแบบ “เหมือนเดิมทุกอย่าง” ที่แฟนรุ่นเก่าบางคนอาจคาดหวัง
เรื่องราวของเกมเกิดขึ้นที่ปารีสหลังเหตุการณ์จาก Castlevania III ราว 23 ปี ตัวเอกคือ Rose Belmont ลูกสาวของ Trevor Belmont และ Sypha Belnades ผู้ต้องออกตามล่าความผิดปกติและกลับไปเผชิญหน้ากับการคืนชีพของ Dracula เนื้อเรื่องเดินตามสูตรที่แฟนซีรีส์น่าจะคุ้นเคย คือมีการกลับมาของจอมมารและภารกิจปราบเขา แต่เกมก็ใส่รายละเอียดใหม่อย่างคำสาปประจำตระกูลและไพ่ทาโรต์ลึกลับที่ Sypha ทิ้งไว้ให้ลูกสาว ทำให้โทนเรื่องมีลูกเล่นพอให้ติดตาม แม้แกนหลักจะยังเป็น Castlevania แบบเดิมๆ
ในแง่ตัวละคร รีวิวมองว่า Rose เป็นหนึ่งใน Belmont ที่น่าจดจำ เธอถูกเขียนให้เป็นนักล่าปีศาจที่มุ่งมั่น ดื้อพอประมาณ และค่อยๆ เติบโตจากความผิดพลาดของตัวเอง ไม่ได้ถูกวางให้เป็นเหยื่อที่ต้องรอคนมาช่วย จุดนี้ทำให้เธอมีบุคลิกแข็งแรงและเหมาะกับบทบาทหัวหน้าตระกูลผู้รับช่วงต่อภารกิจสำคัญของซีรีส์ ขณะเดียวกันเกมยังเล่นกับแนวคิดผู้ช่วยเหลือในรูปแบบใหม่ โดยหลายการโต้ตอบเกิดขึ้นผ่านจิตใจของ Rose กับวิญญาณบอสที่ถูกผนึกอยู่ในไพ่ทาโรต์ ซึ่งมีทั้งมุกโต้เถียงกันเองและการเสริมบรรยากาศเหนือธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนรีวิวรู้สึกว่าตัวเกมขาด “ชีวิต” แบบที่ภาคคลาสสิกเคยมี เพราะแทบไม่มีตัวละครมนุษย์ให้พบเจอระหว่างทาง เมืองปารีสที่ถูกไฟเผากลายเป็นฉากร้าง และการสนทนากับวิญญาณในหัวก็ไม่สามารถทดแทนบรรยากาศของการได้เจอตัวละครอื่นๆ ได้เต็มที่ จุดนี้ทำให้โลกของเกมดูเดี่ยวและมืดทึบกว่าที่ควรจะเป็น แม้จะยังมีแรงดึงดูดจากการออกแบบฉากและแฟนเซอร์วิสสำหรับผู้เล่นรุ่นเก่า
ด้านโครงสร้างแผนที่ เกมเลือกใช้การแบ่งพื้นที่ขนาดใหญ่แบบเป็นโซน มากกว่าการเชื่อมโยงแน่นแบบ Symphony of the Night โดยแต่ละพื้นที่มีบอสคุมอยู่ และเชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางหรือประตูบางจุด ระบบอำนวยความสะดวกถือเป็นจุดเด่นสำคัญ ทั้งตัวบอกเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้า มาร์กบนแผนที่ และฟาสต์ทราเวลภายในแต่ละภูมิภาคผ่านการก้มหน้าหน้ากระจกเพื่อเข้าสู่ฮับชั่วคราว ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยลดอาการหลงทางและทำให้การกลับไปเก็บของหรือเปิดทางที่เคยติดขัดสะดวกขึ้น แม้ผู้เขียนจะตำหนิเรื่องโหลดนานตอนใช้ระบบนี้บน PS5 ก็ตาม
ระบบต่อสู้และการเคลื่อนที่เป็นอีกส่วนที่ทำให้เกมแตกต่างจาก Castlevania ภาคก่อนๆ อาวุธหลักคือแส้เวทมนตร์และโล่แสง พร้อมด้วยพลังจากไพ่ทาโรต์ แส้สามารถใช้เกี่ยวสิ่งของ ดึงตัวเองไปยังจุดต่างๆ หรือโจมตีศัตรูแบบต่อจังหวะเพื่อทำดาเมจแรงขึ้น ขณะที่โล่แสงใช้รับการโจมตี สะท้อนดาเมจ และช่วยผ่านบางกำแพงหรือพื้นได้ ระบบเหล่านี้ทำให้การต่อสู้ไหลลื่นและเปิดทางให้ทั้งการแก้ปริศนาและการแพลตฟอร์มที่ต้องใช้ความแม่นยำ ในภาพรวมเกมถูกมองว่าเน้นความรวดเร็ว เชิงรุก และให้ผู้เล่นใช้การเคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่วมากกว่าการตั้งรับ
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Evil Empire เปิดให้ปรับค่าความยากและพฤติกรรมการเล่นได้หลากหลาย ตั้งแต่ความแรงของศัตรู ค่าประสบการณ์ ไปจนถึงตัวเลือกที่ทำให้ไม่ตายเลยถ้าต้องการโฟกัสที่เนื้อเรื่อง ผู้เขียนชื่นชมความยืดหยุ่นนี้เป็นพิเศษ รวมถึงตัวเลือกให้ตายแล้วเกิดนอกห้องบอสแทนการต้องวิ่งย้อนกลับจากจุดเซฟ ซึ่งช่วยลดความหงุดหงิดได้มาก แม้ระบบนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าความท้าทายลดลง แต่สำหรับรีวิวนี้ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะกับผู้เล่นหลายกลุ่ม
สรุปโดยรวม Belmont’s Curse ถูกมองว่าเป็นการตีความ Castlevania แบบร่วมสมัยที่เคารพรากเดิมพอสมควร แต่กล้าเปลี่ยนหลายอย่างเพื่อให้เหมาะกับยุคใหม่ ทั้งระบบช่วยเล่น การเคลื่อนที่ และการออกแบบต่อสู้ที่เน้นความฉับไว จุดเด่นคือคอนเซปต์ ตัวเอกที่แข็งแรง งานออกแบบศัตรูที่น่าประทับใจ และความยืดหยุ่นของเกมเพลย์ ขณะที่จุดที่น่าเสียดายคือบรรยากาศที่ขาดความมีชีวิตและความรู้สึก “บ้าน” แบบ Castlevania ยุคเก่า สำหรับแฟนซีรีส์ เกมนี้จึงน่าจะเป็นทั้งการหวนคืนที่สนุกและเป็น Castlevania ในแบบที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน


