Final Fantasy VII Revelation โชว์อิสระการสำรวจมากขึ้น พร้อมไฮวินด์และวินเซนต์เด่น
บทพรีวิวภาคต่อของไตรภาครีเมก Final Fantasy VII นี้สะท้อนชัดว่า Square Enix กำลังผลักเกมไปสู่ “ช่วงท้ายของอีปิก JRPG” อย่างเต็มตัว แม้ผู้เล่นจะได้ลองเพียงราวสองชั่วโมง แต่เนื้อหาที่เปิดให้สัมผัสมีทั้ง…

บทพรีวิวภาคต่อของไตรภาครีเมก Final Fantasy VII นี้สะท้อนชัดว่า Square Enix กำลังผลักเกมไปสู่ “ช่วงท้ายของอีปิก JRPG” อย่างเต็มตัว แม้ผู้เล่นจะได้ลองเพียงราวสองชั่วโมง แต่เนื้อหาที่เปิดให้สัมผัสมีทั้งการบินสำรวจโลกด้วยเรือเหาะ Highwind การกลับไปยังพื้นที่เดิมจากภาค Rebirth ที่ถูกปรับสภาพแวดล้อมใหม่ และการเข้าไปในเนื้อเรื่องของ Wutai ที่เน้นยูฟี่เป็นหลัก ทำให้เห็นว่าเกมภาคนี้มีขนาดใหญ่และเปิดทางเลือกให้ผู้เล่นมากกว่าที่เคย
ผู้เขียนมองว่าจุดเด่นสำคัญคือโครงสร้างการเล่นที่ชวนให้นึกถึง “องก์สาม” ของเกมสวมบทบาทขนาดใหญ่ คือปล่อยให้ตัวละครเดินทางได้อย่างเสรีในแผนที่โลกที่เชื่อมกันเป็นผืนเดียว ซึ่งต่างจากเกมก่อนหน้าในไตรภาคที่ยังค่อนข้างเป็นช่วง ๆ ในเดโม ผู้เล่นสามารถเลือกไปสำรวจจุดใดก่อนก็ได้ และยังมีการใช้ระบบกระโดดร่มจาก Highwind ลงสู่จุดหมายที่ต้องการเพื่อช่วยให้การเดินทางจากท้องฟ้าสู่พื้นดินลื่นไหลขึ้น ทีมพัฒนายังเผยว่าแนวคิดนี้เกิดจากข้อจำกัดของโลกแบบไฮไฟเดลิตีที่ไม่สามารถลงจอดได้ทุกที่แบบเกมต้นฉบับ จึงออกแบบให้คล้ายการร่อนลงที่ผู้เล่นยุคใหม่คุ้นเคยจากเกมอย่าง Fortnite
พื้นที่เก่าอย่าง Grasslands ก็ไม่ได้ถูกนำกลับมาแบบเดิม ๆ เพราะเรื่องราวของอุกกาบาตที่กำลังคืบเข้ามาถูกใช้เป็นเหตุผลให้ภูมิประเทศเปลี่ยนไป ศัตรูในพื้นที่ดูดุและอันตรายกว่าเดิม รวมถึงภารกิจเสริมที่เป็นของใหม่ทั้งหมด ซึ่งบ่งบอกว่าการกลับไปสำรวจฉากเดิมจะไม่ใช่เพียงการย้อนรอย แต่เป็นการพบกับสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนตามเนื้อเรื่อง ผู้เขียนยังย้ำว่าการเลือกลงจากฟ้าไปยังจุดที่ต้องการช่วยให้การเล่นดูเป็นอิสระและกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนกว่าเดิม
อีกพื้นที่ที่ได้รับความสนใจคือ Wutai ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดและเป็นเวทีโชว์ระบบเคลื่อนที่แบบใหม่ โดยเฉพาะตะขอเกี่ยวที่ใช้ปีนและเคลื่อนที่ตามจุดที่ระบบกำหนด แม้จะไม่ใช่การเกาะได้ทุกพื้นผิว แต่ก็ช่วยให้การสำรวจเมืองแนวตั้งสนุกและมีจังหวะมากขึ้น ภายในเดโมยังมีการแข่งขันปีนป่ายด้วยตะขอเกี่ยวที่ใช้วัดความคล่องตัวของยูฟี่ ซึ่งตอกย้ำว่าทีมพัฒนาต้องการเพิ่มสีสันให้กับการเดินทางในเมืองที่มีโครงสร้างซับซ้อน
ด้านระบบต่อสู้ ภาคนี้ไม่ได้เปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่จาก Rebirth แต่เน้นปรับแต่งและเพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้นผ่านระบบ FITS ที่ให้ผู้เล่นกำหนดคลาสให้ตัวละครแต่ละคนได้ ขณะเดียวกันผู้เขียนยอมรับว่าตัวเองแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับระบบนี้มากนัก เพราะจุดที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็นวินเซนต์ แวลนไทน์ ซึ่งเล่นได้สนุกมากจากความสามารถในการสลับร่างเป็น Galian Beast ได้ทุกเมื่อ ร่างมนุษย์เน้นโจมตีระยะไกล ส่วนร่างอสูรทำดาเมจรุนแรงและรวดเร็ว แม้การอยู่ในร่างอสูรนานเกินไปจะมีข้อแลกเปลี่ยนเรื่องพลังชีวิตสูงสุด แต่โดยรวมแล้วตัวละครนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าใช้ที่สุดในซีรีส์
พรีวิวนี้ยังชี้ว่าตัวเกมเปิดทางให้ผู้เล่นใช้ตัวละครหลายคนตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง โดยในบทที่ 4 มีตัวละครให้เลือกถึง 6 คน แม้คลาวด์และทีฟาจะยังไม่อยู่ในปาร์ตี้ด้วยเหตุผลตามเนื้อเรื่องก็ตาม เมื่อรวมกับแผนที่โลกที่อิสระและกิจกรรมจำนวนมาก ภาพรวมจึงดูเป็นเกมที่ขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้มาก อย่างไรก็ตาม ความกังวลสำคัญของผู้เขียนยังคงอยู่ที่ปริมาณคอนเทนต์และภารกิจย่อยแบบเช็กลิสต์ ที่ทำให้ Rebirth ก่อนหน้านี้รู้สึกอืดและแน่นเกินไป เขาหวังว่าภาค Revelation จะบริหารจังหวะและการกระจายกิจกรรมได้ดีกว่าเดิม เพื่อให้เสรีภาพที่มากขึ้นไม่กลายเป็นความอิ่มตัว
โดยสรุป IGN มองว่า Final Fantasy VII Revelation มีแนวโน้มจะเป็นบทสรุปที่แข็งแรงของไตรภาค หาก Square Enix รักษาความรู้สึกของการเลือกเส้นทางและการสำรวจอย่างเสรีไว้ได้ตลอดเกม พรีวิวนี้จึงให้ภาพทั้งด้านบวกและข้อกังวลไปพร้อมกัน: เกมดูทะเยอทะยาน มีระบบเคลื่อนที่และการต่อสู้ที่น่าสนใจมาก แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ว่าคอนเทนต์มหาศาลจะไม่ซ้ำรอยปัญหาความล้นของภาคก่อน


