ย้อนมอง GTA III ต้นแบบเกมโลกเปิดที่เปลี่ยนซีรีส์ไปตลอดกาล
บทความของ IGN เป็นการย้อนกลับไปเล่น Grand Theft Auto III ใหม่ในมุมของคนยุคปัจจุบัน เพื่อประเมินว่าเหตุใดเกมปี 2001 เกมนี้จึงยังถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซีรีส์ และของเกมโลกเปิดโดยรวม แม้ผู้เขียน…

บทความของ IGN เป็นการย้อนกลับไปเล่น Grand Theft Auto III ใหม่ในมุมของคนยุคปัจจุบัน เพื่อประเมินว่าเหตุใดเกมปี 2001 เกมนี้จึงยังถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซีรีส์ และของเกมโลกเปิดโดยรวม แม้ผู้เขียนจะย้ำว่าไม่ใช่การรีวิวแบบให้คะแนนใหม่ แต่เป็นการทบทวน “มรดก” ของเกมในระยะยาว ก่อนการมาถึงของ GTA 6
ภาพรวมที่ได้คือ GTA III ในปี 2026 อาจดูมีอาการเกะกะและขัดมือในบางระบบ โดยเฉพาะการเล็งยิงและการรีสตาร์ตภารกิจที่ลงโทษผู้เล่นค่อนข้างหนัก แต่เมื่อมองในบริบทของยุคนั้น เกมกลับน่าทึ่งตรงที่สามารถรวมการขับรถ การยิง การสำรวจ และการเล่าเรื่องเข้าด้วยกันในโลกสามมิติแบบเปิดได้อย่างกลมกลืน ทั้งที่ยังไม่มีต้นแบบที่ชัดเจนให้เดินตาม
ผู้เขียนมองว่าเสน่ห์สำคัญของ GTA III คือการทำให้สิ่งที่ GTA 2 เคยแย้มไว้กลายเป็นความจริง เกมทิ้งฉากอนาคตแบบก้ำกึ่งและโลกสมมติของภาคก่อน แล้วหันมาใช้เมืองที่ดูสมจริงและร่วมสมัยอย่าง Liberty City ซึ่งสื่ออารมณ์แบบนิวยอร์กอย่างชัดเจน การเปลี่ยนทิศนี้ทำให้เกมดู “ใช่” กับภาพจำของซีรีส์มากขึ้น และทำให้ภาคนี้กลายเป็นเหมือนคำตอบของสิ่งที่แฟน ๆ เคยคาดหวังไว้จากภาคก่อนหน้า
อีกแกนหนึ่งของบทความคือการยก Liberty City ให้เป็น “ตัวละคร” ที่สำคัญที่สุดของเกม แม้จะมีนักพากย์ระดับแถวหน้ามากมาย แต่ตัวเอกที่เป็นใบ้และเรื่องราวที่เรียบง่ายทำให้เมืองเองกลายเป็นสิ่งที่เด่นที่สุด ผู้เขียนไล่เรียงเอกลักษณ์ของแต่ละเขต ตั้งแต่ Portland ที่หยาบกระด้าง ไปจนถึง Staunton Island ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและความเป็นเมืองใหญ่ ขณะที่ Shoreside Vale ถูกมองว่าจืดกว่าเขตอื่นอยู่พอสมควร
บทความยังชี้ว่า แม้แผนที่จะเล็กกว่ามาตรฐานเกมโลกเปิดยุคหลังอย่างมาก แต่ในปี 2001 Liberty City คือโลกที่มีชีวิตในแบบที่ผู้เล่นไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งการเปลี่ยนกลางวันกลางคืน สภาพอากาศ และการเคลื่อนไหวของรถกับคนเดินถนนที่ดำเนินไปเองแม้ผู้เล่นจะหยุดนิ่ง สิ่งเหล่านี้อาจดูธรรมดาในปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นถือว่ามีผลอย่างยิ่งต่อความรู้สึกว่าผู้เล่นกำลัง “อยู่ใน” เมืองจริง ๆ
ในด้านการเล่น GTA III ถูกยกให้เป็นตัวอย่างของการมอบเสรีภาพแก่ผู้เล่นอย่างเต็มที่ในยุคบุกเบิก ไม่ว่าจะขับรถไปทิศไหนหรือจัดการภารกิจอย่างไร เกมพยายามให้การกระทำทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันโดยไม่มีการแยกด่านขับรถกับด่านยิง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฟังดูธรรมดาในตอนนี้ แต่ในตอนนั้นถือว่ากล้าหาญและใหม่มาก อย่างไรก็ตาม บทความก็ไม่ละเลยข้อบกพร่อง โดยเฉพาะระบบยิงมุมมองบุคคลที่สามที่ยังสะดุดและชวนหงุดหงิดเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน
โดยสรุป IGN มองว่า GTA III อาจไม่ใช่เกมที่เล่นลื่นที่สุดเมื่อเทียบกับเกมยุคใหม่ แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์และอิทธิพลของมันยังหนักแน่นมาก มันคือเกมที่เปลี่ยน GTA จากซีรีส์มุมมองบนลงล่างให้กลายเป็นเกมแอ็กชันโลกเปิดแบบ 3 มิติที่ทรงพลัง และยังเป็นรากฐานให้กับสิ่งที่ Rockstar พัฒนาต่อมาจนกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมเกมสมัยใหม่


