ย้อนรอยเกมผจญภัยสุดล่อแหลมที่ถูกศุลกากรอังกฤษยึดและทำลาย
บทความนี้พาย้อนกลับไปสำรวจเรื่องราวประหลาดของ Sex Vixens from Space เกมผจญภัยแนวเอโรติกจากยุคปลายทศวรรษ 1980 ที่ถูกพูดถึงในฐานะเกมซึ่งไม่ได้แค่โดนแบนหรือถูกตำหนิ แต่ถึงขั้นมีรายงานว่าศุลกากรอังกฤษยึด…

บทความนี้พาย้อนกลับไปสำรวจเรื่องราวประหลาดของ Sex Vixens from Space เกมผจญภัยแนวเอโรติกจากยุคปลายทศวรรษ 1980 ที่ถูกพูดถึงในฐานะเกมซึ่งไม่ได้แค่โดนแบนหรือถูกตำหนิ แต่ถึงขั้นมีรายงานว่าศุลกากรอังกฤษยึดและทำลายแผ่นเกมจำนวนหนึ่งระหว่างการนำเข้าในช่วงปี 1989 เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนานย่อยในประวัติศาสตร์เกมพีซี เพราะมีข้อมูลหลงเหลืออยู่เพียงจากข่าวสั้นในนิตยสารคอมพิวเตอร์ยุคนั้น ทำให้ไม่ชัดเจนว่าเป็นการแบนอย่างเป็นทางการหรือเป็นเพียงการยึดทำลายตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ชายแดน
ผู้เขียนเล่าว่าเมื่อได้ลองเล่นเกมนี้ในปัจจุบัน สิ่งที่พบไม่ใช่ผลงานชวนวาบหวิวอย่างที่ชื่อหรือคอนเซ็ปต์สัญญาไว้ แต่กลับเป็นเกมผจญภัยที่ค่อนข้างหยาบและเรียบง่ายมาก ผู้เล่นรับบทเป็น Brad Stallion นักบินยานชื่อ Big Thruster ที่เต็มไปด้วยมุกสองแง่สองง่ามและฉากสื่อถึงเรื่องเพศแบบตรงไปตรงมา แต่ในเชิงการนำเสนอกลับแทบไม่ “เซ็กซี่” เลย หลายฉากมีเพียงตัวละครหุ่นยนต์ ห้องว่าง ๆ หรือองค์ประกอบที่ดูไม่ได้ตั้งใจให้ยั่วยุแม้แต่น้อย
บทความไล่เล่าโครงเรื่องของเกมอย่างขำขัน ตั้งแต่การตามหา Lila หญิงสาวที่เชื่อมโยงกับเผ่าสาวนักรบ ไปจนถึงการเดินทางสู่ดาว Mondo การถูกจับเข้าคุก และการพบกับ She-La กับราชินี La-Lust ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกแบบมาอย่างเกินจริงในแบบศิลปะพิกเซลยุคเก่า ผู้เขียนย้ำว่าความตลกของเกมมักไม่ได้เกิดจากความเย้ายวน แต่เกิดจากความประหลาดของภาพ อนิเมชัน และไอเท็มแปลก ๆ อย่างปืน sex-ray gun ที่มีปุ่มชวนงงและดีไซน์สุดเหลือเชื่อ
นอกจากจะเล่าความแปลกของตัวเกม บทความยังสะท้อนบรรยากาศของเกมพีซียุคก่อนว่ามีความหลากหลายและไร้ขอบเขตมากเพียงใด เกมที่วันนี้อาจถูกมองว่าเชย หยาบ หรือไร้รสนิยม กลับเคยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมซอฟต์แวร์เชิงทดลองในช่วงที่อุตสาหกรรมยังไม่มีมาตรฐานด้านเนื้อหาเข้มงวดเหมือนปัจจุบัน กรณีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเกมทะลึ่งเกมหนึ่ง แต่เป็นตัวอย่างของการปะทะกันระหว่างเสรีภาพในการสร้างสรรค์กับการควบคุมเนื้อหาของรัฐ
โดยสรุป บทความใช้ Sex Vixens from Space เป็นทั้งเรื่องขำขันและงานขุดประวัติศาสตร์เกมหายาก เพื่อชวนผู้อ่านมองย้อนกลับไปยังยุคที่เกมคอมพิวเตอร์สามารถเป็นได้ตั้งแต่สิ่งบันเทิงขอบเขตสูงไปจนถึงวัตถุต้องห้ามในสายตารัฐ ผู้เขียนไม่ได้ยกย่องคุณภาพของตัวเกม แต่ชี้ให้เห็นว่าแม้ผลงานที่ถูกมองว่าน่ากระอักกระอ่วนที่สุด ก็ยังมีคุณค่าในฐานะหลักฐานของวัฒนธรรมเกมยุคบุกเบิกและประวัติศาสตร์การเซ็นเซอร์ที่แปลกประหลาดไม่แพ้ตัวเกมเอง


