Neon Giant เตรียมปั้น The Ascent เป็นแฟรนไชส์ ระยะยาวมีลุ้นภาคต่อ
Neon Giant สตูดิโอผู้สร้างเกมไซเบอร์พังก์มุมมองจากบนลงล่างอย่าง The Ascent ส่งสัญญาณชัดเจนว่าซีรีส์นี้ไม่ได้จบแค่ภาคเดียว หลังจากผู้บริหารของสตูดิโอระบุว่าทีมได้วางแผนระยะยาวร่วมกับ Krafton เพื่อขยับ…

Neon Giant สตูดิโอผู้สร้างเกมไซเบอร์พังก์มุมมองจากบนลงล่างอย่าง The Ascent ส่งสัญญาณชัดเจนว่าซีรีส์นี้ไม่ได้จบแค่ภาคเดียว หลังจากผู้บริหารของสตูดิโอระบุว่าทีมได้วางแผนระยะยาวร่วมกับ Krafton เพื่อขยับ The Ascent จาก “เกมเดี่ยว” ไปสู่ “แฟรนไชส์” ซึ่งทำให้ความเป็นไปได้ของ The Ascent 2 ดูใกล้ความจริงมากขึ้น
ประเด็นนี้ถูกยืนยันระหว่างงาน gamescom เมื่อ Arcade Berg ผู้ร่วมก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Neon Giant อธิบายว่า หลังจาก The Ascent ภาคแรกประสบความสำเร็จและมียอดผู้เล่นรวมมากกว่า 12 ล้านคน ทีมงานในตอนนั้นยังไม่พร้อมทั้งด้านทรัพยากรและขนาดทีมที่จะสานต่อผลงานเดิมทันที จึงเลือกเดินหน้าโปรเจกต์ใหม่แทน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ Krafton เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน จึงเริ่มมีพื้นที่ให้สตูดิโอกล้าเสี่ยงและวางแผนขยายจักรวาลของเกมในระยะยาว
แม้ Neon Giant ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าแฟรนไชส์ The Ascent จะไปในทิศทางใด แต่คำใบ้จาก Krafton ว่าซีรีส์นี้อาจขยายไปสู่ “แนวเกมใหม่” ทำให้เกิดการคาดเดาหลายแบบ ตั้งแต่การรักษาเอกลักษณ์เกมแอ็กชัน RPG แบบ twin-stick ไปจนถึงการเปลี่ยนมุมมองหรือทดลองรูปแบบการเล่นที่ต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
The Ascent ภาคแรกได้รับคำชมจากผู้เล่นและสื่อจากงานภาพเมืองไซเบอร์พังก์ที่หนาแน่น รายละเอียดฉากที่ประณีต และระบบยิงที่เล่นได้สนุก แม้เนื้อเรื่องและตัวละครจะไม่เด่นเท่าด้านงานศิลป์และแอ็กชันก็ตาม ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้เกมถูกมองว่า “ไปไกลกว่าขนาดสตูดิโอ” และเป็นผลงานที่แสดงศักยภาพของทีมขนาดเล็กได้อย่างชัดเจน
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ข้างหน้า Neon Giant ยังมีโปรเจกต์ใหม่ชื่อ No Law ซึ่งเป็นเกมมุมมองบุคคลที่หนึ่งธีมไซเบอร์พังก์ผสมกลิ่นอาย immersive sim และมีกำหนดออกในปี 2027 บน PC, PlayStation 5 และ Xbox Series X/S โดย Krafton เป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก สตูดิโอเผยว่าทีมยังคงมีขนาดเล็ก แต่สามารถสร้างเกมที่มีรายละเอียดสูงได้ และอาจค่อย ๆ ขยายทีมเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
สำหรับ The Ascent เอง Krafton เคยประกาศอัปเดตสำคัญที่จะตามมาในช่วงปี 2026 เพื่อปรับปรุงประสบการณ์เล่นทั้งเดี่ยวและร่วมทีม เช่น ระบบส่งตัวผู้เล่น การจัดการการเผชิญหน้า และความเสถียรของเซฟเกม รวมถึงความคืบหน้าต่าง ๆ สะท้อนว่าบริษัทแม่ยังคงลงทุนกับแบรนด์นี้อย่างต่อเนื่อง และกำลังปูทางไปสู่การเติบโตในอนาคตมากกว่าการดูแลเกมภาคแรกเพียงอย่างเดียว


