รายงาน Sophos ชี้เกือบครึ่งองค์กรที่โดนแรนซัมแวร์เข้ารหัส ยอมจ่ายค่าไถ่
รายงาน “The State of Ransomware 2026” ของ Sophos ซึ่งรวบรวมคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง 2,158 ราย ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงฝ่ายไอที สะท้อนภาพว่าองค์กรจำนวนมากยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเมื่อถูกโจมตีด้วยแรนซัม…

รายงาน “The State of Ransomware 2026” ของ Sophos ซึ่งรวบรวมคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง 2,158 ราย ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงฝ่ายไอที สะท้อนภาพว่าองค์กรจำนวนมากยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเมื่อถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ แม้ตัวเลขค่าไถ่ที่เรียกร้องและจำนวนเงินที่จ่ายจริงจะลดลงจากปีก่อน แต่สัดส่วนขององค์กรที่ยอมจ่ายหลังถูกเข้ารหัสข้อมูลยังอยู่ในระดับสูงถึง 48%
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือค่ามัธยฐานของค่าไถ่ที่ถูกเรียกร้องลดลงมาอยู่ที่ 698,000 ดอลลาร์ จาก 1 ล้านดอลลาร์ในรายงานก่อนหน้า ขณะที่ค่ามัธยฐานของเงินที่จ่ายจริงอยู่ที่ 769,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม กว่า 51% ขององค์กรที่ยอมจ่ายกลับจ่ายน้อยกว่าที่ผู้โจมตีเรียกร้อง โดย Sophos ระบุว่าเป็นเพราะหลายกรณีสามารถต่อรองให้ลดลงได้ก่อนจ่ายเงิน
ในด้านช่องทางโจมตี อีเมลอันตรายและฟิชชิงยังคงเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ราวครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ขณะที่การเจาะผ่านช่องโหว่ที่ยังไม่ได้แพตช์ลดลง 14% เมื่อเทียบรายปี แต่ Sophos เตือนว่าการอัปเดตแพตช์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะการโจมตีส่วนใหญ่ในรายงานนี้เริ่มจากมิติตัวตนและข้อมูลรับรองที่ถูกขโมยหรือหลอกเอามาใช้ถึง 79% จึงแนะนำให้ธุรกิจลงทุนกับระบบป้องกันอีเมลขั้นสูงและการอบรมผู้ใช้ควบคู่กัน
รายงานยังพบว่าหากการโจมตีเริ่มจากช่องโหว่ของไฟร์วอลล์ ความรุนแรงของค่าไถ่จะสูงขึ้นมาก โดย 59% ของกรณีลักษณะนี้มีการเรียกค่าไถ่ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ในแง่ของอุตสาหกรรม กลุ่มค้าปลีกมีอัตราจ่ายค่าไถ่ต่ำสุดที่ 32% แต่หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นและระดับรัฐกลับมีสัดส่วนการจ่ายสูงถึง 72%
แม้ภาพรวมจะมีสัญญาณดีบางส่วน เช่น อัตราการกู้คืนข้อมูลจากแบ็กอัปในกรณีข้อมูลถูกเข้ารหัสเพิ่มขึ้นเป็น 66% และค่าไถ่เฉลี่ยที่เรียกร้องลดลง แต่ผลกระทบโดยรวมยังน่ากังวล เพราะ 56% ของการโจมตีสามารถเข้ารหัสข้อมูลได้ เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ขณะที่ต้นทุนการกู้คืนเฉลี่ยพุ่งเป็น 1.7 ล้านดอลลาร์ และองค์กรขนาดเล็กมีความสามารถหยุดการโจมตีก่อนเข้ารหัสหรือข่มขู่ได้น้อยกว่าองค์กรขนาดใหญ่ชัดเจน
โดยสรุป รายงานของ Sophos ชี้ว่าแรนซัมแวร์ยังเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายสูงต่อทั้งองค์กรเล็กและใหญ่ และ “ตัวตนผู้ใช้” ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญที่อาชญากรไซเบอร์ใช้เจาะระบบได้มากขึ้น จึงเป็นสัญญาณให้องค์กรต้องเสริมทั้งการป้องกันอีเมล การยกระดับความตระหนักของพนักงาน และมาตรการคุ้มครองข้อมูลรับรองให้เข้มแข็งกว่าที่ผ่านมา


