Nekome: Nazi Hunter โชว์เกมเพลย์ไล่ฆ่านาซีสุดเดือด แต่ผู้พัฒนายืนยันไม่ใช่เกมการเมือง
Nekome: Nazi Hunter เป็นเกมแอ็กชันที่ถูกนำไปโชว์ในงาน Gamescom พร้อมภาพลักษณ์สุดจัดจ้านแบบ grindhouse ผู้เล่นรับบทเป็น Vano ตัวเอกเชื้อสายโรมา ที่มีอดีตอันโหดร้ายจากการสูญเสียครอบครัวเพราะความรุนแรง…

Nekome: Nazi Hunter เป็นเกมแอ็กชันที่ถูกนำไปโชว์ในงาน Gamescom พร้อมภาพลักษณ์สุดจัดจ้านแบบ grindhouse ผู้เล่นรับบทเป็น Vano ตัวเอกเชื้อสายโรมา ที่มีอดีตอันโหดร้ายจากการสูญเสียครอบครัวเพราะความรุนแรงของนาซี และออกล้างแค้นด้วยการสังหารพวกฟาสซิสต์ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ จุดเด่นของเดโมอยู่ที่งานนำเสนอที่เน้นความเว่อร์แบบหนังแอ็กชันเลือดสาด มีฉากจบสวยๆ การโจมตีอวัยวะเฉพาะส่วน โหมดโฟกัสที่เลือกทำร้ายจุดต่างๆ ของศัตรูได้ และเอฟเฟกต์ภาพสไตล์ฟิล์มที่ยิ่งความรุนแรงมากเท่าไร ยิ่งขับเน้นอารมณ์สะใจมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้เกมจะนำเสนอธีมต่อต้านนาซีอย่างชัดเจน ผู้พัฒนาอย่าง ProbablyMonsters กลับยืนยันกับสื่อว่า Nekome ไม่ได้ตั้งใจสื่อสารประเด็นการเมือง หรือเป็นเกมที่มีข้อความทางการเมืองโดยตรง ผู้เขียนบทความมองว่าคำอธิบายนี้ชวนขัดแย้งกับสิ่งที่เห็นในเดโม เพราะตัวเกมพูดถึงนาซีอเมริกันจริงในประวัติศาสตร์ ทั้งกลุ่ม German American Bund และการขยายอิทธิพลของลัทธิฟาสซิสต์ในสหรัฐฯ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
ในเชิงการเล่น บทความระบุว่าแม้เกมจะมีสไตล์โดดเด่นและอารมณ์โดยรวมดูสนุกสะใจ แต่ระบบต่อสู้และการเคลื่อนที่ยังมีปัญหา โดยเฉพาะอนิเมชันที่ไม่ลื่นไหล กล้องที่ติดฉากหรือศัตรู และจังหวะการโจมตีที่ยังดูติดๆ ขัดๆ มากกว่าจะไหลลื่นแบบเกมต่อสู้ระดับท็อป จึงอาจเป็นจุดที่ทำให้ผู้เล่นบางส่วนรู้สึกว่าความเท่มากกว่าความแน่นของระบบเกม
ถึงอย่างนั้น บทความก็ชี้ว่าเกมมีพลังในการนำเสนอสูง และช่วงที่ย้ายฉากจากยุโรปไปอเมริกากลับทำให้ประเด็นของเกมชัดขึ้นไปอีก เพราะมันเชื่อมโยงความรุนแรงในเกมกับประวัติศาสตร์ฟาสซิสต์ที่เกิดขึ้นจริงในฝั่งอเมริกา ผู้เขียนยอมรับว่าเดโมทำให้รู้สึกว่าเกมนี้อาจมีบางอย่างจะพูด แม้ตัวผู้พัฒนาจะพยายามลดทอนภาพความเป็นเกมการเมืองก็ตาม
โดยสรุป Nekome: Nazi Hunter เป็นเกมที่สร้างความสนใจด้วยคอนเซ็ปต์ต่อต้านนาซีสุดโต่ง งานภาพและโทนเรื่องที่แรงมาก แต่ยังต้องรอดูว่าระบบเล่นจะขัดเกลาจนสนุกพอจะรับกับความโอเวอร์ของงานนำเสนอได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน คำประกาศของผู้พัฒนาว่าเกม “ไม่การเมือง” ก็กลายเป็นประเด็นที่น่าขบคิดพอๆ กับตัวเกมเอง


