MIT ชี้แบบจำลองภูมิอากาศยังมองข้าม “วงจรเร่งโลกร้อน” ที่อาจทำให้โลกอุ่นเร็วกว่าคาด
บทความของ MIT Technology Review ชี้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายยังมีจุดบอดสำคัญ คือประเมินผลกระทบของ “ภาวะโลกร้อนที่ยิ่งเร่งโลกร้อน” หรือ feedback loops ได้ไม่ครบถ้วน ขณะเดียวกันหลักฐาน…

บทความของ MIT Technology Review ชี้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายยังมีจุดบอดสำคัญ คือประเมินผลกระทบของ “ภาวะโลกร้อนที่ยิ่งเร่งโลกร้อน” หรือ feedback loops ได้ไม่ครบถ้วน ขณะเดียวกันหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เริ่มบ่งชี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เพียงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังไปกระตุ้นแหล่งปล่อยคาร์บอนและมีเทนเพิ่มเติมจากธรรมชาติ ทำให้โลกอาจอุ่นขึ้นเร็วกว่าที่แบบจำลองและเป้าหมายลดการปล่อยในปัจจุบันคาดไว้
บทความอ้างถึงงานทบทวนในวารสาร Environmental Research Letters ที่ประเมินว่าเพียงแค่การปล่อยก๊าซเพิ่มเติมจากชั้นดินเยือกแข็งละลาย ไฟป่าที่รุนแรงขึ้น แหล่งน้ำที่อุ่นขึ้น และพื้นที่ชุ่มน้ำที่เปียกและอุ่นขึ้น อาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มอีกประมาณ 0.2–0.4 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มจากแนวโน้มการอุ่นขึ้นราว 2.6 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมที่นักสร้างแบบจำลองกำลังคาดการณ์ไว้แล้ว ซึ่งหากเป็นจริงจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนยืดเยื้อในเมืองใหญ่และน้ำท่วมกระทบผู้คนจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญคือ แบบจำลองที่ใช้รองรับรายงานสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติหลายฉบับยังไม่รวมปัจจัย feedback เหล่านี้อย่างครบถ้วน และหลายแบบแทบไม่ได้ใส่ไว้เลย นักวิจัยจึงเตือนว่านี่ทำให้มนุษยชาติประเมินความรุนแรงและความเร็วของวิกฤตโลกร้อนต่ำกว่าความเป็นจริง รวมถึงทำให้การคำนวณ “งบคาร์บอน” หรือปริมาณการปล่อยที่ยังพอรับได้ก่อนทะลุเป้าหมายอุณหภูมิสำคัญคลาดเคลื่อนด้วย
อีกงานหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน One Earth วิเคราะห์ผลต่อเป้าหมายความตกลงระหว่างประเทศ และสรุปว่าแหล่งปล่อยก๊าซที่ขับเคลื่อนด้วยความร้อนเพียงสามประเภท ได้แก่ การละลายของชั้นดินเยือกแข็ง ไฟป่าในป่าบอเรียล และพื้นที่ชุ่มน้ำเขตร้อนที่อุ่นขึ้น อาจทำให้โลกแตะหรือเกินเส้น 1.5 และ 2 องศาเซลเซียสได้เร็วกว่าที่คาดถึงราว 25% นั่นหมายความว่าแผนลดการปล่อยในระดับโลกอาจต้องเข้มข้นและเร่งด่วนกว่าที่นโยบายส่วนใหญ่ตั้งสมมติฐานไว้
ในเชิงนโยบาย นักวิจัยอย่าง Sam Abernethy จาก Spark Climate Solutions ย้ำว่าโมเดลและรายงานของ UN จำเป็นต้องอัปเดตให้สะท้อนข้อมูลชุดใหม่นี้ เพื่อให้รัฐบาลต่าง ๆ ตั้งเป้าลดการปล่อยได้สอดคล้องกับความเสี่ยงจริงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความพยายามทางวิทยาศาสตร์เริ่มต้นขึ้นแล้ว เช่น โครงการเปรียบเทียบแบบจำลองนานาชาติที่รวบรวมนักวิจัยมากกว่า 20 ทีม เพื่อศึกษาว่า feedback effects มีพลังมากเพียงใด และหวังว่าจะนำผลลัพธ์ไปใช้ในรายงานประเมินสภาพภูมิอากาศฉบับใหญ่ของ UN ในปี 2029
อย่างไรก็ตาม บทความย้ำว่าแม้จะมีแนวทางเชิงเทคนิคและนวัตกรรมหลายแบบ เช่น การป้องกันหรือดับไฟป่าให้เร็วขึ้น การใช้แผ่นวัสดุสังเคราะห์ปิดทับดินเยือกแข็ง หรือการทดลองสารเติมแต่งในพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อลดการปล่อยมีเทน แต่ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่ชัดว่าจะลดการปล่อยได้มากพอในระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงใด
ข้อสรุปของบทความคือ ทางออกที่แน่นอนที่สุดยังคงเป็นการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง เพราะต่อให้โลกสามารถควบคุมการปล่อยจากกิจกรรมมนุษย์ได้ วงจรเร่งโลกร้อนจากธรรมชาติก็อาจยังทำงานต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง การทำความเข้าใจและอัปเดตแบบจำลองให้ทันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนพอ ๆ กับการลงมือหั่นการปล่อยคาร์บอนเอง


