อุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนีเผชิญแรงกดดันหนัก เสี่ยงปิดโรงงานและปลดงาน
อุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านและมีแนวโน้มทรุดตัวลงต่อเนื่อง บทความชี้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายรถเยอรมันเคยโดดเด่นทั้งด้านการ…

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านและมีแนวโน้มทรุดตัวลงต่อเนื่อง บทความชี้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายรถเยอรมันเคยโดดเด่นทั้งด้านการลงทุนและนวัตกรรม แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม เพราะต้องรับมือพร้อมกันทั้งความต้องการในประเทศที่ลดลง การแข่งขันจากผู้ผลิตต่างชาติที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นจากจีน และต้นทุนจากมาตรการภาษีนำเข้าที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการส่งออกไปสหรัฐฯ
ภาพรวมตลาดยิ่งสะท้อนปัญหาได้ชัดเจน เมื่อยอดขายรถในยุโรปลดจากระดับเกือบ 18 ล้านคันในปี 2019 เหลือราว 13 ล้านคันในปี 2025 ตลาดที่หดตัวลงนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะค่ายรถเยอรมัน แต่ยังเปิดช่องให้ผู้ผลิตรายใหม่จากจีนแย่งส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจีนเองก็มีปัญหากำลังผลิตส่วนเกิน ทำให้การแข่งขันด้านราคาและกำลังการผลิตยิ่งกดดันอุตสาหกรรมทั่วโลก
อีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงคือภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 25% และยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สหรัฐฯ เคยเป็นตลาดส่งออกที่ทำกำไรสูงที่สุดของรถเยอรมัน แต่เมื่อเผชิญกำแพงภาษีใหม่ ความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตจากเยอรมนีก็ลดลงทันที ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาวทำได้ยากขึ้น
นอกจากแรงกดดันภายนอกแล้ว อุตสาหกรรมนี้ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เช่น แรงงานสูงอายุ การฟื้นตัวที่ช้าหลังโควิด และความยืดหยุ่นของฐานการผลิตที่ไม่มากพอ เมื่อรวมกับความต้องการที่หดตัวและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ความเสี่ยงเรื่องการปรับลดกำลังการผลิตจึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
บทความระบุว่า การปิดโรงงานในเยอรมนีซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ยังแทบเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึง เริ่มมีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากขึ้น โดยมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า Volkswagen Group กำลังพิจารณาปิดโรงงานในประเทศถึง 4 แห่งเพื่อปรับตัวรับอนาคต แม้จะผ่านมาหลายเดือนแล้ว สถานการณ์ของ VW ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสรุป เรื่องนี้สะท้อนว่าความท้าทายของอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่อาจกระทบการจ้างงาน การลงทุน และบทบาทของเยอรมนีในฐานะศูนย์กลางยานยนต์ของยุโรปในระยะยาว หากไม่มีการปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และกลยุทธ์ตลาด โอกาสที่จะเห็นการปลดคนงานและปิดโรงงานก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

