นักโบราณคดีเชื่อโครงกระดูกสกอตแลนด์อาจเป็นเหยื่อเตรบูเชต์รายแรกที่ยืนยันได้
นักวิจัยเชื่อว่าโครงกระดูกหมายเลข 150 ที่ขุดพบใต้โบสถ์ในปราสาทสเตอร์ลิง ประเทศสกอตแลนด์ อาจเป็นหลักฐานยืนยันรายแรกในบันทึกโบราณคดีของคนที่เสียชีวิตจากการถูกอาวุธโจมตีแบบเตรบูเชต์ยิงเข้าอย่างจัง แม้…

นักวิจัยเชื่อว่าโครงกระดูกหมายเลข 150 ที่ขุดพบใต้โบสถ์ในปราสาทสเตอร์ลิง ประเทศสกอตแลนด์ อาจเป็นหลักฐานยืนยันรายแรกในบันทึกโบราณคดีของคนที่เสียชีวิตจากการถูกอาวุธโจมตีแบบเตรบูเชต์ยิงเข้าอย่างจัง แม้เรื่องนี้จะฟังดูเหมือนมุกจากเกมสงครามยุคกลาง แต่การวิเคราะห์กระดูกบ่งชี้ว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะเสียชีวิตจากแรงกระแทกมหาศาลจริง ๆ
โครงกระดูกชุดนี้ถูกพบในการขุดค้นเมื่อปี 1997 และมีอายุย้อนไปถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในบรรดาโครงกระดูกหลายร่าง มีห้าร่างที่แสดงร่องรอยการตายอย่างรุนแรง เช่น รอยตัด รอยแทง และการบาดเจ็บจากแรงทุบ โดยโครงกระดูก 150 เป็นกรณีที่น่าสนใจที่สุด เพราะถูกฝังอยู่ใต้โบสถ์ ไม่ใช่นอกกำแพงเหมือนการฝังศพทั่วไป จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเสียชีวิตจากเหตุการณ์ล้อมปราสาทสเตอร์ลิงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงต้นศตวรรษที่ 14
สิ่งที่ทำให้ร่างนี้โดดเด่นคือความเสียหายต่อกระดูกที่รุนแรงมาก นักวิจัยพบกระดูกหักมากกว่า 160 จุด ทั้งขา ไหล่ ซี่โครง และกะโหลก โดยเฉพาะกะโหลกที่มีรอยแตกหลายสิบจุด ลักษณะการบาดเจ็บบ่งชี้ว่าแรงปะทะมาจากด้านหลังและมีพลังสูงมากจนไม่สอดคล้องกับการตกจากหลังม้าหรือการล้มธรรมดา นักวิจัยเปรียบเทียบรูปแบบการบาดเจ็บกับอุบัติเหตุรุนแรงในยุคปัจจุบัน เช่น รถชนหรือถูกรถไฟชน เพื่ออธิบายระดับพลังงานที่กระทำต่อร่างกาย
จากบริบททางประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าอาวุธที่น่าจะเป็นต้นเหตุคือเตรบูเชต์ ซึ่งเป็นเครื่องยิงหินแบบถ่วงน้ำหนักที่ใช้ในสงครามล้อมเมืองในยุคกลาง ขณะล้อมปราสาทสเตอร์ลิงในปี 1304 กองทัพอังกฤษได้ใช้อาวุธขนาดยักษ์ชื่อ “Loup-de-Guerre” หรือ “หมาป่าสงคราม” ซึ่งมีบันทึกว่าเป็นเตรบูเชต์ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างขึ้น และมีพลังทำลายสูงถึงขั้นเจาะกำแพงปราสาทได้หลายชั้น
แม้งานวิจัยยังไม่อาจยืนยันได้ 100% ว่าโครงกระดูก 150 ถูกสังหารด้วยเตรบูเชต์โดยตรง แต่หลักฐานจากรูปแบบการแตกหักของกระดูก ช่วงเวลา และสถานที่พบ ทำให้ข้อสรุปนี้มีน้ำหนักมากที่สุดในตอนนี้ กรณีนี้ช่วยให้เห็นภาพความรุนแรงของสงครามล้อมปราสาทในยุคกลางได้ชัดเจนขึ้น และยังเป็นตัวอย่างว่าหลักฐานทางโบราณคดีสามารถเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีการสงครามโบราณได้อย่างไร แม้จะฟังดูเหมือนฉากในเกมก็ตาม


