The Blood of Dawnwalker ทำให้เห็นว่า Unreal Engine 5 ก็ทำงานได้ดี
บทความของ IGN ชี้ว่า The Blood of Dawnwalker เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของเกมที่สร้างบน Unreal Engine 5 แต่กลับมีปัญหาด้านเทคนิคน้อยกว่าหลายเกมที่ใช้เอนจินเดียวกัน ผู้เขียนเล่นเกมมาหลายวันและพบว่าตัวเกม…

บทความของ IGN ชี้ว่า The Blood of Dawnwalker เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของเกมที่สร้างบน Unreal Engine 5 แต่กลับมีปัญหาด้านเทคนิคน้อยกว่าหลายเกมที่ใช้เอนจินเดียวกัน ผู้เขียนเล่นเกมมาหลายวันและพบว่าตัวเกมค่อนข้างเสถียร ไม่เจออาการกระตุกหน่วงหรือแครชบ่อยแบบที่มักถูกวิจารณ์ในเกม UE5 บางเรื่อง
บนเครื่องพีซีสเปกสูงที่ใช้ CPU AMD Ryzen 7 9850X3D, RAM 32GB และการ์ดจอ GeForce RTX 5090 เกมยังคงกินทรัพยากรพอสมควร โดยที่ความละเอียด 4K ปรับ Ultra และใช้ DLSS โหมด Quality ทำเฟรมเรตได้ราว 70–80 fps เป็นส่วนใหญ่ แม้จะไม่สูงมากสำหรับฮาร์ดแวร์ระดับนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือความลื่นไหลของภาพและการไม่สะดุดเมื่อเข้าโซนใหม่ ซึ่งต่างจากหลายเกม UE5 ที่ผู้เล่นมักเจอปัญหานี้
IGN ยังทดสอบเกมบนเครื่องที่สเปกต่ำลงอย่าง Steam Machine และพบว่ายังเล่นได้ดีเมื่อปรับกราฟิกลงมา เหลือราว 55–60 fps ที่ความละเอียด 1440p ในระดับกราฟิกกลาง ๆ และยังไม่พบอาการกระตุกหรือปัญหาเสถียรภาพแบบรุนแรง แม้เครื่องจะมี CPU และหน่วยความจำด้อยกว่าพีซีหลักมากก็ตาม ผู้เขียนมองว่านี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเกมมีการปรับสเกลได้ดีพอสมควร
ในฝั่งคอนโซล เกมก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน ทั้งบน PS5, PS5 Pro และ Xbox Series X โดยภาพรวมยังเล่นได้ลื่น แม้คุณภาพภาพจะลดลงจากพีซีอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะรายละเอียดฉากและความหนาแน่นของพืชพรรณ ผู้เขียนประเมินว่าบน PS5 Pro เกมน่าจะใกล้เคียง 60 fps ขณะที่ Xbox Series X น่าจะอยู่แถว 40–50 fps ตามโหมดที่ใช้
อย่างไรก็ดี IGN ระบุว่าแม้เวอร์ชันคอนโซลจะเล่นได้ดี แต่สำหรับผู้ที่มีเครื่องพีซีสเปกดี เกมนี้ยังควรเล่นบน PC มากกว่า เพราะภาพสวยกว่าและแสดงรายละเอียดโลกเกมได้เต็มที่กว่า โดยเฉพาะฉากธรรมชาติที่เป็นจุดเด่นของงานภาพ สรุปแล้ว The Blood of Dawnwalker ถูกยกให้เป็นตัวอย่างว่าข้อจำกัดของ Unreal Engine 5 ไม่ได้แปลว่าเกมทุกเกมจะต้องมีปัญหาทางเทคนิค หากทีมพัฒนาจัดการการปรับแต่งและการรองรับฮาร์ดแวร์ได้ดี


