The Sinking City 2 รีวิว: สยองขวัญลุยเอาตัวรอดในโลกเลิฟคราฟต์ที่ได้กลิ่นเรสซิเดนต์อีวิล
The Sinking City 2 เป็นภาคต่อของเกมสืบสวนสยองขวัญที่ภาคแรกมีไอเดียดีแต่การเล่นยังไม่ลงตัว โดยครั้งนี้ Frogwares เลือกหันหลังให้โครงสร้างโอเพ่นเวิลด์ขนาดใหญ่เกินจำเป็น แล้วเปลี่ยนมาเป็นเกมเอาตัวรอดสยอง…

The Sinking City 2 เป็นภาคต่อของเกมสืบสวนสยองขวัญที่ภาคแรกมีไอเดียดีแต่การเล่นยังไม่ลงตัว โดยครั้งนี้ Frogwares เลือกหันหลังให้โครงสร้างโอเพ่นเวิลด์ขนาดใหญ่เกินจำเป็น แล้วเปลี่ยนมาเป็นเกมเอาตัวรอดสยองขวัญแบบเป็นตอน ๆ ในสถานที่จำกัดมากขึ้น แทนที่จะต้องวนลูปสำรวจเมืองกว้างและทำกิจกรรมซ้ำ ๆ ผู้เล่นจะได้เจอกับประสบการณ์ที่กระชับและเข้มข้นกว่าเดิม ชัดเจนว่าตั้งใจลดจุดอ่อนของภาคแรกลงอย่างมาก
ตัวเกมยังคงใช้ฉากหลังในจักรวาลเลิฟคราฟต์ยุค 1920s เมือง Arkham ถูกน้ำท่วมและใกล้อพยพหมดแล้ว เหลือเพียงตัวเอกคนใหม่ Calvin Rafferty และคนแปลกหน้าบางส่วนที่ยังปักหลักอยู่ เขาออกเดินทางเพื่อตามหาริธีปลุก Faye Bennett คู่หูที่ตกอยู่ในภาวะโคม่าเชิงลึกลับหลังเดินทางไป Dreamlands เรื่องราวจึงผสมทั้งความสยองเหนือธรรมชาติ การสืบเสาะเบื้องหลังเหตุการณ์ และบรรยากาศเมืองร้างที่ถูกสิ่งมีชีวิตประหลาดยึดครอง
ในเชิงระบบการเล่น ภาคนี้ได้รับอิทธิพลจาก Resident Evil อย่างชัดเจน ทั้งการจัดพื้นที่สำรวจแบบปิดเป็นจุด ๆ ปริศนาที่ต้องหาเบาะแสหรือรหัสล็อก และศัตรูประเภทซอมบี้ที่อาจกลับมาน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมหลังถูกยิง ระบบต่อสู้ถือว่าดีขึ้นจากภาคแรก มีการหลบหลีกที่ช่วยให้จังหวะการยิงและการเข้าประชิดลื่นขึ้น การต่อสู้จึงตอบสนองมากกว่าเดิม แม้ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจอยากได้กลับมา เช่น ปุ่มหมุนตัว 180 องศาแบบเกมสยองขวัญคลาสสิก
สิ่งที่เปลี่ยนไปมากอีกอย่างคือการตัดระบบลอบเร้นออกไปเกือบหมด ตัวเอกยืนสู้แบบตรง ๆ เป็นหลัก ขณะที่ระบบสติหรือ sanity meter ก็ถูกถอดออกเช่นกัน ซึ่งแม้จะทำให้เกมดูเรียบง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้บางมิติของธีมความบ้าคลั่งในจักรวาลเลิฟคราฟต์ลดลงไปเล็กน้อย ส่วนด้านการสืบสวนซึ่งเคยเป็นจุดขายจากผลงาน Sherlock Holmes ของสตูดิโอก็ถูกลดบทบาทลง เหลือเพียงการเชื่อมเบาะแสใน mind palace เพื่อปลดล็อกปริศนา มากกว่าจะเป็นการคลี่คลายคดีหรือไล่ตามแรงจูงใจของผู้ต้องสงสัย
เกมยังนำระบบอินเวนทอรีแบบช่องตารางมาใช้ ซึ่งบังคับให้ผู้เล่นเลือกระหว่างอาวุธ ไอเทมฟื้นพลัง วัตถุภารกิจ และของคราฟต์อย่างระวัง แต่ในรีวิวมองว่าระบบคราฟต์ไม่ได้เพิ่มคุณค่าเชิงกลยุทธ์มากนัก กลับทำให้พื้นที่กระเป๋าเต็มเร็วและสร้างความหงุดหงิดมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อของจำเป็นกับของเสริมต้องแย่งพื้นที่กันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการหดพื้นที่สำรวจและการจำกัดเส้นทางทำให้เกมแทบไม่เปิดโอกาสให้ย้อนกลับไปเคลียร์เนื้อหาที่พลาด หรือสำรวจสถานที่และตัวละครย่อยเพิ่มเติมในภายหลัง
ภาพรวมของรีวิวมองว่า The Sinking City 2 เป็นเกมสยองขวัญเอาตัวรอดที่มีความยาวราว 15 ชั่วโมง ซึ่งเล่นแล้วสนุกกว่าภาคแรกอย่างชัดเจนในแง่การออกแบบและจังหวะการเล่าเรื่อง แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือน “ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป” มากกว่าจะเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ เนื้อเรื่องจบค่อนข้างเร็ว และ New Game Plus ยังไม่สานต่อรางวัลความก้าวหน้าของผู้เล่นได้เต็มที่ จึงออกมาเป็นภาคต่อที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นใช้ศักยภาพได้สุดทาง


