สตาร์ทอัพอาหารผสมเนื้อกำลังพยายามทำให้คนกินเนื้อวัวน้อยลง
บทความนี้เล่าถึงกลุ่มสตาร์ทอัพด้านอาหารที่กำลังเดิมพันกับแนวคิด “blended meat” หรือเนื้อผสม ซึ่งนำเนื้อสัตว์จริงมาผสมกับโปรตีนจากพืชหรือส่วนผสมจากเห็ด เพื่อทำให้ผู้บริโภคลดการกินเนื้อแดงได้โดยไม่รู้…

บทความนี้เล่าถึงกลุ่มสตาร์ทอัพด้านอาหารที่กำลังเดิมพันกับแนวคิด “blended meat” หรือเนื้อผสม ซึ่งนำเนื้อสัตว์จริงมาผสมกับโปรตีนจากพืชหรือส่วนผสมจากเห็ด เพื่อทำให้ผู้บริโภคลดการกินเนื้อแดงได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องเสียรสชาติที่คุ้นเคย แนวคิดนี้ถูกนำไปทดสอบจริงในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่เซาท์แคโรไลนา โดยผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นผสมเนื้อของ Joyn ได้รับเสียงตอบรับดีมากจากนักเรียน ส่วนใหญ่ไม่สามารถเดาได้ว่ามีส่วนผสมของผักหรือเห็ด และผลสำรวจพบว่าผู้ชิมถึง 92% อยากให้มีเมนูนี้ในโรงอาหาร
แรงผลักดันสำคัญของแนวคิดนี้มาจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ เพราะปศุสัตว์ โดยเฉพาะวัว เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ ทั้งจากมีเทน การใช้ที่ดิน และการตัดไม้ทำลายป่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนในบทความชี้ว่า แม้โลกจะหยุดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด พื้นที่เกษตรยังคงทำให้การคุมอุณหภูมิโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเป็นเรื่องยาก หากไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินควบคู่ไปด้วย กล่าวอย่างง่ายคือ ต่อให้พัฒนาวิธีลดการปล่อยในภาคอื่นได้มาก การลดเนื้อวัวก็ยังเป็นส่วนสำคัญของสมการ
บทความอธิบายว่าการเปลี่ยนสังคมให้กินเนื้อน้อยลงทำได้ยาก เพราะเนื้อสัตว์ยังถูกมองว่าเป็นอาหารของสถานะและรสนิยม อีกทั้งการกินเนื้อทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ขณะที่ทางเลือกอย่างเนื้อเพาะเลี้ยงในห้องแล็บยังไม่พร้อมเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง และกระแสโปรตีนจากพืชก็เริ่มชะลอลงหลังจากเคยถูกจับตามองอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษ 2010 จนหลายบริษัทต้องลดคน งาน และมูลค่าหุ้นร่วงหนัก
ด้วยเหตุนี้ สตาร์ทอัพหลายแห่งจึงหันมาใช้แนวทาง “เปลี่ยนน้อยแต่ได้ผล” แทนการพยายามลบเนื้อสัตว์ออกจากจานไปเลย แนวคิดคือถ้าผลิตภัณฑ์หนึ่งยังมีเนื้อจริงอยู่ แต่ลดสัดส่วนเนื้อและเติมส่วนผสมจากพืชเข้าไป ผู้บริโภคอาจยอมรับได้ง่ายกว่า และหากเกิดขึ้นในวงกว้างก็อาจลดความต้องการเนื้อวัวได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทดแทนที่ขายได้เฉพาะกลุ่มเล็กๆ บางการประเมินยังชี้ว่าหากแทนที่เนื้อวัวทั่วโลกได้เพียง 20% ก็อาจช่วยลดอัตราการตัดไม้ทำลายป่าได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม บทความไม่ได้นำเสนอ blended meat ว่าเป็นคำตอบสมบูรณ์ต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ชี้ว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีความเป็นจริงมากกว่าการหวังให้ผู้บริโภคเลิกกินเนื้อโดยสิ้นเชิง จุดแข็งของแนวทางนี้คือไม่บังคับให้คนเปลี่ยนรสนิยมมากนัก แต่ค่อยๆ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านอาหารที่ยังอร่อยและคุ้นเคย ซึ่งอาจเป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างความต้องการของตลาดกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน

