สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์หลังเปลี่ยนแนวตีความกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
รายงานจาก Ars Technica ชี้ว่า ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งบันทึกลับไปยังสำนักงานภาคสนามของ U.S. Fish and Wildlife Service เพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่ตีความกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (…

รายงานจาก Ars Technica ชี้ว่า ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งบันทึกลับไปยังสำนักงานภาคสนามของ U.S. Fish and Wildlife Service เพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่ตีความกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species Act) ใหม่อย่างกว้างขวาง ซึ่งสร้างความกังวลให้กับกลุ่มอนุรักษ์ทันที เพราะแนวทางนี้อาจทำให้การกระทำที่ทำลายถิ่นอาศัยหรือก่อให้เกิดการตายโดยไม่ตั้งใจของสัตว์คุ้มครอง หลุดพ้นจากขอบเขตของความผิดทางกฎหมายไปมากขึ้น
สาระสำคัญของบันทึกดังกล่าวคือ การจำกัดความหมายของคำว่า “take” ในกฎหมายให้แคบลง โดยจะมองว่าการละเมิดเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเจตนา “มุ่งเป้าหมายไปที่สัตว์” โดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่กรณีที่กิจกรรมของมนุษย์ไปทำลายพื้นที่อยู่อาศัยหรือทำให้สัตว์ตายเป็นผลลัพธ์ทางอ้อม ตัวอย่างที่ยกในเอกสาร เช่น เรือที่ชนวาฬโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือการโค่นต้นไม้ที่มีค้างคาวเกาะอยู่ ซึ่งตามแนวตีความใหม่นี้อาจไม่ถือเป็นการ “take” หากไม่ได้ตั้งใจฆ่าหรือจับสัตว์เหล่านั้นโดยเฉพาะ
บทความระบุด้วยว่า แนวคิดดังกล่าวมีรากมาจากความเห็นแย้งของผู้พิพากษา Antonin Scalia เมื่อปี 1995 ซึ่งเคยเสนอการตีความแคบของกฎหมายลักษณะนี้มาก่อน การนำเหตุผลจากคำวินิจฉัยเก่ามาใช้ในเชิงนโยบายครั้งนี้จึงถูกมองว่าไม่ใช่เพียงการปรับถ้อยคำทางกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนสมดุลระหว่างการคุ้มครองสัตว์ป่ากับผลประโยชน์ของเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางปฏิบัติ หากแนวทางนี้ถูกใช้ต่อเนื่อง อาจเปิดช่องให้กิจกรรมพัฒนาโครงการ การเดินเรือ การตัดไม้ หรือการใช้ที่ดินในรูปแบบอื่น ๆ เผชิญข้อจำกัดน้อยลง แม้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อสัตว์คุ้มครองและระบบนิเวศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การสูญเสียถิ่นอาศัยเป็นปัจจัยหลักของการลดจำนวนสัตว์ป่า
ประเด็นนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีบังคับใช้กฎหมายอนุรักษ์ที่สำคัญมาก และอาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการเมืองในวงกว้างเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของหน่วยงานรัฐ การตีความกฎหมายของฝ่ายบริหาร และระดับการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในสหรัฐฯ ต่อจากนี้

