The Witcher 3: Songs of the Past โชว์เดโมแรกในงาน gamescom 2026 คล้ายภาค Blood & Wine

IGN รายงานความคืบหน้าของ The Witcher 3: Songs of the Past ส่วนเสริมภาคใหม่ที่ไม่คาดคิดของเกม The Witcher 3 ซึ่งมีกำหนดออกในปีหน้า ห่างจากตัวเกมหลักกว่าทศวรรษ และมาก่อน The Witcher 4 ที่กำลังพัฒนาอยู่เล็กน้อย โดยครั้งนี้ผู้เล่นจะได้กลับมาเล่นเป็นเกรอลต์อีกครั้งในเนื้อหาที่ดูเหมือนจะเป็นการอำลาตัวละครสำคัญของซีรีส์
ต้นทางของบทความมาจากเดโมยาวราวหนึ่งชั่วโมงที่ผู้เขียนได้ชมในงาน gamescom 2026 ซึ่งแสดงเควสต์ช่วงต้นชื่อ A Bed of Thorns เนื้อเรื่องพาเกรอลต์ไปยังเล็ตเทน บ้านเกิดของดันเดไลออน หรือ Julian Alfred Pankratz, Viscount de Lettenhove ชื่อจริงในอดีตของเขา เป้าหมายของภารกิจคือสืบหาการหายตัวไปของดันเดไลออน โดยมีลิลลา ลูกพี่ลูกน้องของเขาเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมทางและตัวละครใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเรื่อง
บทความชี้ว่าโลกของภาคเสริมใหม่นี้มีโทนใกล้เคียง Blood and Wine ทั้งในแง่บรรยากาศและขนาดของคอนเทนต์ เลทเทนถูกอธิบายว่าเป็นพื้นที่สวยงาม สงบ และแตกต่างจากความหม่นหมองของทวีปหลัก แต่ก็ยังแฝงกลิ่นอายหลอน ๆ ของตำนานท้องถิ่น โดย CD Projekt Red ระบุว่าคอนเทนต์โดยรวมอาจมีความยาวระดับประมาณ 30 ชั่วโมง นอกจากนี้การอัปเกรดภาพจากเวอร์ชันรีมาสเตอร์ที่เพิ่มเท็กซ์เจอร์ความละเอียดสูงและแสงแบบ path tracing ยังทำให้ฉากธรรมชาติและสภาพแสงดูเด่นเป็นพิเศษ
ด้านการต่อสู้ มีการโชว์อาวุธเชนของเกรอลต์ซึ่งเป็นอุปกรณ์คลาสสิกจากทั้งเกมภาคแรกและเรื่องสั้นต้นฉบับ แต่เพิ่งได้กลับมาใช้งานอย่างจริงจังในภาคนี้ ช่วงหนึ่งเกรอลต์ใช้เชนเกี่ยวศัตรูที่ถูกห้อมล้อมด้วยฝูงแตน ก่อนดึงเข้ามาโจมตีประชิด แม้ผู้เขียนจะมองว่าระบบต่อสู้ที่อัปเกรดใหม่น่าจะเป็นเพียงการปรับแต่งมากกว่าการยกเครื่องครั้งใหญ่ แต่ก็ช่วยเพิ่มความมีลูกเล่นให้การปะทะดูน่าสนใจขึ้น
บทความยังกล่าวถึงระบบพัฒนาตัวละครที่ดูเหมือนจะมีการจัดวางใหม่เป็นผังสกิลแบบต้นไม้ชัดเจนขึ้น แม้ยังไม่ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลไกมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้เกมยังดูรองรับการเลือกทางแก้ปัญหาได้หลายแบบในเควสต์เดียวกัน ไม่ว่าจะใช้ปัญญาในการเปิดทางหรือใช้กำลังฝ่าไป ซึ่งสะท้อนแนวทางการออกแบบแบบ RPG ที่เปิดทางเลือกผู้เล่นตามสไตล์การเล่น
ในภาพรวม IGN ประเมินจากเดโมเบื้องต้นว่า Songs of the Past มีแววรักษามาตรฐานการเล่าเรื่องของ The Witcher 3 เอาไว้ได้ แม้คราวนี้จะไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลโดยตรงของ CD Projekt Red ทั้งหมด แต่เป็นผลงานของ Fool’s Theory ที่มีอดีตทีมงาน CDPR หลายคนร่วมพัฒนา ความประทับใจแรกคือเนื้อเรื่อง ตัวละคร และบรรยากาศยังคงมีพลังแบบ The Witcher ชัดเจน และถ้าภาพรวมสุดท้ายออกมาได้ตามที่เห็นในเดโม ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งภาคเสริมขนาดใหญ่ที่แฟนซีรีส์ให้ความสนใจมากที่สุด


