ผู้กำกับ Resident Evil ฉบับหนังยืนยันจะลดทอนลอร์ให้เรียบง่ายและสมจริง
Zach Cregger ผู้กำกับภาพยนตร์ Resident Evil ฉบับใหม่ อธิบายว่าเขาตั้งใจหลีกเลี่ยงรายละเอียดลอร์ที่ซับซ้อนหรือแปลกประหลาดเกินไปของแฟรนไชส์ เพื่อให้หนังเดินหน้าในโทนที่จับต้องได้และผู้ชมทั่วไปเข้าถึง…

Zach Cregger ผู้กำกับภาพยนตร์ Resident Evil ฉบับใหม่ อธิบายว่าเขาตั้งใจหลีกเลี่ยงรายละเอียดลอร์ที่ซับซ้อนหรือแปลกประหลาดเกินไปของแฟรนไชส์ เพื่อให้หนังเดินหน้าในโทนที่จับต้องได้และผู้ชมทั่วไปเข้าถึงง่าย เขายกตัวอย่างว่าเกม Resident Evil บางภาคมีองค์ประกอบที่ดูเกือบเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เช่นตัวละครที่แปลงร่างและบินได้ ซึ่งแม้เขาจะชื่นชอบและเล่นอยู่บ่อย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยากนำมาใช้แบบตรงตัวในงานภาพยนตร์
แกนคิดของ Cregger คือการโฟกัสไปที่เชื้อ T-virus และการกลายพันธุ์ที่มันก่อให้เกิด มากกว่าจะพยายามใส่รายละเอียดจุกจิกจากลอร์จำนวนมาก เขาบอกตรงๆ ว่าไม่ต้องการให้หนังมีภาพของ Tyrant ขนาดยักษ์ใส่เสื้อโค้ต เพราะมองว่าประเด็นอย่าง “โค้ตมาจากไหน” ไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่ดึงคนดูออกจากเรื่องหลัก แนวทางนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะทำให้หนังมีความดิบ เครียด และเป็นภัยคุกคามแบบฉับพลัน มากกว่าจะอธิบายทุกอย่างในจักรวาลเกม
บทความชี้ว่ามุมมองของผู้กำกับทำให้เกิดกระแสวิจารณ์จากแฟนบางส่วนที่มองว่าเขาอาจไม่เข้าใจ Resident Evil อย่างลึกซึ้ง แต่ผู้เขียนมองว่าประเด็นจริงๆ คือ Cregger เข้าใจลอร์เหล่านี้ดี เพียงแค่ไม่เห็นว่าทุกรายละเอียดจะเหมาะกับสื่อภาพยนตร์ โดยเฉพาะในหนังความยาวไม่ถึงสองชั่วโมงที่ต้องเล่าเรื่องให้กระชับและไม่ทำให้ผู้ชมสับสน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือความท้าทายของการดัดแปลงเกมดังให้โดนใจทั้งแฟนเดิมและคนดูหน้าใหม่ หนัง Resident Evil จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเคารพต้นฉบับกับการทำให้เรื่องเล่าเข้าใจง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมมาก่อน บทความยกตัวอย่างผลงานอย่าง Backrooms ของ Kane Parsons ที่สามารถใส่ Easter egg และอ้างอิงสำหรับแฟนๆ ได้ แต่ยังเปิดให้ผู้ชมทั่วไปสนุกกับตัวหนังได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักโลกเดิมมาก่อน
โดยรวมแล้ว ทิศทางของ Cregger บ่งชี้ว่าหนัง Resident Evil ฉบับใหม่น่าจะเน้นความโกลาหลในช่วงที่การระบาดเพิ่งเริ่มต้น ใช้บรรยากาศดิบและความสยองจากไวรัสเป็นหลัก มากกว่าการลงลึกในรายละเอียดเชิงตำนานที่แฟนเกมคุ้นเคย นี่เป็นสัญญาณว่าเวอร์ชันหนังอาจเลือกเล่าเรื่องแบบ “น้อยแต่คม” เพื่อรักษาความเข้มข้นของภาพยนตร์และขยายฐานผู้ชมไปพร้อมกัน


