Burnout Revenge ยังเป็นภาคที่ดีที่สุดในสายตา IGN
บทความความเห็นจาก IGN โดย Simon Cardy ชวนย้อนกลับไปเล่น Burnout Revenge อีกครั้งหลังผ่านไปกว่า 20 ปี และสรุปว่าความประทับใจเดิมไม่ได้ถูกแต่งเติมเกินจริง เกมภาคนี้ยังคงมอบความสนุกแบบเร่งเครื่อง ปะทะ…

บทความความเห็นจาก IGN โดย Simon Cardy ชวนย้อนกลับไปเล่น Burnout Revenge อีกครั้งหลังผ่านไปกว่า 20 ปี และสรุปว่าความประทับใจเดิมไม่ได้ถูกแต่งเติมเกินจริง เกมภาคนี้ยังคงมอบความสนุกแบบเร่งเครื่อง ปะทะ และระเบิดความวุ่นวายได้อย่างทรงพลังเหมือนเดิม แม้ในหมู่แฟนซีรีส์จำนวนมากจะยกให้ Burnout 3: Takedown เป็นภาคที่ดีที่สุดก็ตาม
ผู้เขียนยอมรับว่าทั้งซีรีส์ Burnout มีเสน่ห์จากการทำให้การขับรถกลายเป็นความเร็วอันดิบเถื่อนที่ผสมความเสี่ยงกับความสะใจ แต่สิ่งที่ทำให้เขาหลงรัก Revenge มากเป็นพิเศษคือโหมด Crash Mode ที่ให้ผู้เล่นวางแผนสร้างอุบัติเหตุหมู่เพื่อทำคะแนนสูงสุด โหมดนี้ไม่ใช่แค่การชนแบบไร้สมอง แต่ต้องอ่านเส้นทาง จังหวะรถ และตำแหน่งสิ่งกีดขวางเพื่อรีดแต้มให้คุ้มที่สุด จึงให้ความรู้สึกเหมือนเกมปริศนาขนาดย่อมที่ห่อหุ้มด้วยเกมแข่งรถความเร็วสูง
อีกจุดที่ Cardy มองว่า Revenge เหนือกว่าภาคอื่นคือระบบ Traffic checking ที่ทำให้การพุ่งชนรถคันอื่นที่วิ่งอยู่บนถนนเดียวกันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติม Boost อย่างสมบูรณ์แบบ กลไกนี้ทำให้การแข่งยิ่งดุเดือดและต่อเนื่อง เพราะผู้เล่นแทบไม่ต้องปล่อยให้มาตรวัดบูสต์ลดลงจนหมด ส่งผลให้ทุกช่วงของการแข่งขันเต็มไปด้วยแรงกระตุ้นให้พุ่งชนมากกว่าขับอย่างระมัดระวัง
บทความยังชี้ว่าแม้ Burnout 3 จะวางรากฐานสำคัญไว้แล้ว แต่ Revenge คือภาคที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวลงตัวที่สุด โดยเฉพาะในโหมดแข่งแบบดั้งเดิมและโหมด Crash ที่ให้รางวัลจากการเล่นซ้ำได้อย่างยาวนาน ผู้เขียนบอกว่าการกลับมาเล่นครั้งนี้ยังทำให้เห็นว่าความทรงจำดี ๆ ไม่ได้หลอกตา และเกมยังสนุกมากจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเพราะความคิดถึงในอดีต
ท้ายที่สุด เขาเปรียบ Burnout Revenge เป็นจุดสูงสุดของซีรีส์ในมุมมองส่วนตัว แม้ยอมรับว่า Burnout Paradise มีจุดเด่นของตัวเอง แต่ก็ยังไม่สามารถแทนที่เสน่ห์ของภาคนี้ได้ พร้อมทั้งมองไปข้างหน้าถึงโปรเจ็กต์ใหม่จากอดีตทีมผู้สร้างอย่าง Star Wars Galactic Racer ที่อาจสืบทอดจิตวิญญาณความเร็วและความบ้าระห่ำแบบ Criterion ได้ในอนาคต


