DLSS 5 ยังแลกมาด้วยเฟรมเรตที่หายไป 50-60%
บทความของ PC Gamer ตั้งข้อสังเกตต่อ DLSS 5 เทคโนโลยีอัปสเกลและสร้างเฟรมด้วย AI รุ่นใหม่ของ Nvidia โดยยอมรับว่าคุณภาพภาพหลังปรับแต่งโดยผู้พัฒนาเกมอาจ “ดูดี” ได้พอสมควร แต่ประเด็นใหญ่คือผลกระทบด้าน…

บทความของ PC Gamer ตั้งข้อสังเกตต่อ DLSS 5 เทคโนโลยีอัปสเกลและสร้างเฟรมด้วย AI รุ่นใหม่ของ Nvidia โดยยอมรับว่าคุณภาพภาพหลังปรับแต่งโดยผู้พัฒนาเกมอาจ “ดูดี” ได้พอสมควร แต่ประเด็นใหญ่คือผลกระทบด้านประสิทธิภาพที่ยังรุนแรงมากในสภาพปัจจุบัน
Nvidia ระบุว่าการเปิดใช้ DLSS 5 จะทำให้เฟรมเรตลดลงราว 50-60% และเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นแทบทุกเกม ไม่ได้จำกัดเฉพาะบางกรณีเท่านั้น แม้บริษัทจะชี้ว่าระบบนี้พัฒนาเร็วมากเมื่อเทียบกับเมื่อ 6 เดือนก่อนที่ยังต้องใช้ RTX 5090 สองใบเพื่อรันได้ แต่การที่เฟรมเรตหายไปครึ่งหนึ่งก็ยังเป็นเงื่อนไขที่ยากจะยอมรับสำหรับผู้เล่นจำนวนมาก
ตัวอย่างตัวเลขที่ Nvidia นำเสนอสะท้อนภาพของการพึ่งพา Multi Frame Generation ระดับสูงอย่างหนัก เช่น เกม NBA 2K27 บน RTX 5060 ที่รายงานเฟรมเรตระดับ 258 fps ที่ 1080p แบบ Ultra พร้อม ray tracing และ DLSS 5 แต่เฟรมเรต “จริง” ที่เกมกำลังเรนเดอร์อยู่ต่ำกว่ามาก ราว 43 fps ขณะที่การเล่นที่ 4K บน RTX 5090 หรือ RTX 5080 ก็ยังต้องอาศัยการอัปสเกลแบบ Performance และการสร้างเฟรมหลายชั้นเพื่อดันตัวเลขให้สูงขึ้น
ผู้เขียนมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประเด็นเชิงอุดมการณ์เรื่อง AI ในเกมหรือความกังวลเรื่องภาพที่ถูกแต่งโดยอัลกอริทึมเท่านั้น แต่คือข้อเท็จจริงว่าเทคโนโลยีนี้ในสภาพปัจจุบันทำให้เฟรมเรตตกลงอย่างมาก ซึ่งอาจกลบข้อดีทั้งหมดไปได้ โดยเฉพาะในสายตาผู้เล่นที่ลงทุนกับการ์ดจอราคาแพงและคาดหวังประสบการณ์ที่ลื่นไหล
อีกด้านหนึ่ง Nvidia ยืนยันว่ากำลังจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพตามมา แต่บทความตั้งคำถามว่าตลาดตอนนี้เหมาะกับเทคโนโลยีนี้แค่ไหน เพราะผู้เล่นจำนวนมากยังติดอยู่กับการ์ดจอรุ่นเก่าจากปัญหาราคาและต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่ยังสูงอยู่ เมื่อรวมกับข้อถกเถียงเรื่อง AI ในงานภาพและผลกระทบต่อประสบการณ์เล่นเกม DLSS 5 จึงยังดูเป็นของใหม่ที่ชวนกังวลมากกว่าจะเป็นจุดขายที่ทุกคนพร้อมยอมรับ


