GTA: Vice City ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของซีรีส์ในมุมมองย้อนเล่นใหม่
บทความชิ้นนี้เป็นการทบทวน Grand Theft Auto: Vice City ในฐานะผลงานสำคัญที่ยังทรงอิทธิพล แม้เวลาจะผ่านมานานเกือบยี่สิบกว่าปี ผู้เขียนอธิบายว่าตัวเกมออกวางจำหน่ายบน PlayStation 2 เพียงหนึ่งปีหลัง GTA III…

บทความชิ้นนี้เป็นการทบทวน Grand Theft Auto: Vice City ในฐานะผลงานสำคัญที่ยังทรงอิทธิพล แม้เวลาจะผ่านมานานเกือบยี่สิบกว่าปี ผู้เขียนอธิบายว่าตัวเกมออกวางจำหน่ายบน PlayStation 2 เพียงหนึ่งปีหลัง GTA III ซึ่งสะท้อนยุคสมัยที่อุตสาหกรรมเกมยังสามารถสร้างภาคต่อคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากปัจจุบันที่การพัฒนาเกมระดับ AAA ใช้เวลายาวนานมาก Vice City จึงถูกมองว่าเป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์เกม และยังคงเป็นงานที่ “ดีมาก” ตามมาตรฐานปัจจุบัน
จุดที่ทำให้ Vice City แตกต่างจาก GTA III อย่างชัดเจนคือความทะเยอทะยานด้านงานออกแบบและการเล่าเรื่อง เกมเพิ่มยานพาหนะ อาวุธ และภารกิจที่หลากหลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังยอมทิ้งแนวคิดตัวเอกเงียบงันเพื่อให้ Tommy Vercetti พูดคุยและโต้ตอบได้เต็มรูปแบบ ส่งผลให้บทสนทนาและตัวละครสมทบมีชีวิตชีวามากขึ้น บรรยากาศของเกมก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากโลกอาชญากรรมที่เน้นเอาตัวรอดในภาคก่อน กลายเป็นเรื่องราวของตัวละครที่ต้องการยึดครองเมืองทั้งเมือง ทำให้โทนของเกมมีความมั่นใจ ดุดัน และมีเอกลักษณ์ยิ่งกว่าเดิม
ผู้เขียนชี้ว่าเสน่ห์ของ Vice City อยู่ที่การยกเอาเส้นเรื่องและสุนทรียะจากหนังและซีรีส์แนวมาเฟียยุค 1980s มาใช้แบบไม่ปิดบัง ตั้งแต่ภาพรวมของเมืองไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกมเต็มไปด้วยการอ้างอิงถึง Miami Vice และ Scarface รวมถึงการเลือกใช้นักแสดงชื่อดังมารับบทพากย์เสียงจำนวนมาก ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์แบบภาพยนตร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รายชื่อนักแสดงดังและการออกแบบตัวละครทำให้ Vice City มีความเป็น “โชว์” ของ Rockstar North อย่างแท้จริง
ในเชิงระบบการเล่น บทความมองว่า Vice City พัฒนาจาก GTA III อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มมอเตอร์ไซค์ เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ การเปลี่ยนเสื้อผ้า การซื้อทรัพย์สิน และแผนที่ในเกม ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่กลายเป็นมาตรฐานของซีรีส์ในเวลาต่อมา แม้การยิงต่อสู้ยังมีข้อจำกัดตามยุคสมัย เช่น ระบบล็อกเป้าที่ยังเลือกเป้าหมายได้ไม่แม่นยำ และยังไม่มีจุดเช็กพอยต์กลางภารกิจ แต่ก็มีการปรับปรุงที่ช่วยลดความน่าหงุดหงิด เช่น การพากลับไปเริ่มภารกิจด้วยแท็กซี่อัตโนมัติเมื่อผู้เล่นพ่ายแพ้
อีกประเด็นที่บทความยกย่องอย่างมากคือภาพและบรรยากาศของเกม ผู้เขียนกลับมาเล่นใหม่ในปัจจุบันแล้วยังประทับใจกับงานภาพบนมาตรฐาน PS2 โดยเฉพาะแสงยามเย็นและยามเช้า รายละเอียดของฉาก เม็ดคลื่นทะเล การไหวของเสื้อผ้า และฟีลลิ่งของการขี่มอเตอร์ไซค์ถูกพูดถึงว่าให้ความรู้สึกดีมาก การขับรถก็มีน้ำหนักและตอบสนองดีกว่า GTA III ทำให้การเคลื่อนที่ในเมืองเป็นส่วนที่สนุกพอ ๆ กับภารกิจหลัก
อย่างไรก็ตาม บทความไม่ได้ละเลยจุดอ่อนของเกม โดยเฉพาะระบบต่อสู้ที่ยังชวนหงุดหงิดจากการล็อกเป้าผิดคนหรือเผลอเลือกพันธมิตรแทนศัตรู และยังสร้างปัญหาจนภารกิจล้มเหลวได้ง่าย ผู้เขียนมองว่านี่คือข้อจำกัดร่วมของ GTA ในยุคนั้น แต่ก็ไม่ได้ลดทอนคุณค่ารวมของเกมมากนัก เพราะแกนหลักของ Vice City ยังแข็งแรงมาก ทั้งความหลากหลายของกิจกรรม ความลื่นไหลในการเดินทาง และการออกแบบภารกิจที่น่าจดจำ
ส่วนที่เด่นที่สุดตามมุมมองของบทความคือเพลงประกอบที่ทำให้ Vice City มีชีวิต ผู้เขียนยกให้เพลงลิขสิทธิ์ในเกมเป็นองค์ประกอบที่ยกระดับประสบการณ์ทั้งก้อน เพราะแต่ละเพลงกลายเป็นภาพจำของตัวละครและฉากเฉพาะในเกมโดยตรง เมื่อกลับมาเล่นซ้ำในปัจจุบัน เพลงยังช่วยสร้างความรู้สึกใหม่ให้กับภารกิจเดิม ๆ และทำให้เมือง Vice City มีตัวตนมากกว่าการเป็นเพียงแผนที่เปิดกว้างธรรมดา สรุปแล้ว บทความนี้ยืนยันว่า Vice City ไม่ได้เป็นแค่ภาคต่อที่ดี แต่เป็นหนึ่งในเกมที่กำหนดมาตรฐานของซีรีส์ GTA และของเกมโอเพนเวิลด์ยุค 2000s อย่างแท้จริง


