Hope ของนา ฮงจิน กับเส้นทางจากคานส์สู่บล็อกบัสเตอร์เกาหลีที่คนถกเถียงเรื่อง VFX
Hope ผลงานไซไฟทุนสร้างสูงที่สุดของผู้กำกับ นา ฮงจิน กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เกาหลีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปี หลังเปิดตัวแรงในเกาหลีใต้จนทำสถิติรายได้สัปดาห์แรก และต่อมายังได้ฉายกว้างในสหรัฐฯ ผ่านผู้จัด…

Hope ผลงานไซไฟทุนสร้างสูงที่สุดของผู้กำกับ นา ฮงจิน กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เกาหลีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปี หลังเปิดตัวแรงในเกาหลีใต้จนทำสถิติรายได้สัปดาห์แรก และต่อมายังได้ฉายกว้างในสหรัฐฯ ผ่านผู้จัดจำหน่าย Neon ที่เพิ่มจำนวนโรงฉายอย่างมาก รวมถึงโรงแบบพรีเมียมอย่าง 4DX จนทำรายได้วันแรกทะลุ 1 ล้านดอลลาร์
ตัวหนังเล่าเรื่องราวของสัตว์ประหลาดต่างดาวที่บุกเมืองเล็กๆ ชื่อ Hope Harbor ใกล้เขตปลอดทหารระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยมีตัวละครหลักเป็นหัวหน้าตำรวจท้องถิ่น ตำรวจหน้าใหม่ และคนท้องถิ่นผู้คล้ายคาวบอย จุดเด่นของหนังอยู่ที่จังหวะเล่าเรื่องที่อัดแน่นไปด้วยฉากไคลแม็กซ์ต่อเนื่อง ผสมความจริงจังกับอารมณ์ขัน และมีโทนที่ทำให้นึกถึงหนังอย่าง Nope หรือ Barbarian มากกว่างานไซไฟทางการทั่วไป
ประเด็นที่ทำให้ Hope ถูกจับตามองหนักคือดีไซน์และเอฟเฟกต์ของเหล่าเอเลี่ยน ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางหลังรอบฉายคานส์ บางฝ่ายชื่นชมพลังภาพและความบ้าระห่ำของงาน แต่บางสื่อโจมตีว่าซีจีของสิ่งมีชีวิตดูไม่น่าประทับใจ แม้จะเป็นกระแสที่แบ่งสองฝั่งอย่างชัดเจน แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเทศกาล
เบื้องหลังงานภาพของเอเลี่ยนมีความพิเศษตรงที่ใช้มนุษย์แสดงจริงหลายคนมารับบทผ่านเทคโนโลยีโมชั่นแคปเจอร์แบบเรียลไทม์ แล้วแปลงเป็นร่างสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่เปลี่ยนรูปได้ตลอดเวลา นาอธิบายว่ากระบวนการออกแบบใช้เวลาหลายเดือนและมีการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง เพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตที่ดูบิดเบี้ยว ไม่เหมือนงานที่เคยเห็นมาก่อน และสอดคล้องกับความตั้งใจที่จะโชว์การต่อสู้กลางวันแบบไม่พึ่งเงาหรือความมืดมาบังจุดอ่อนของซีจี
เส้นทางของหนังก็ไม่ธรรมดา เพราะเริ่มจากรอบประกวดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ก่อนถูกนำไปฉายเป็นไฮไลต์ของ New York Asian Film Festival และข้ามมางาน San Diego Comic-Con ซึ่งต่างจากภาพจำของหนังคานส์โดยสิ้นเชิง นา ฮงจินยังกลับไปตัดต่อใหม่หลังคานส์ โดยเวอร์ชันที่ฉายที่นั่นยาวกว่าตัวจริงราว 4 นาที แม้การปรับแก้จะไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ของเอเลี่ยนมากนัก
บทความชี้ว่า Hope สะท้อนตัวตนของนา ฮงจินในฐานะผู้กำกับที่ทำงานอยู่กึ่งกลางระหว่างหนังสายอาร์ตกับหนังบันเทิงกระแสหลัก ผลงานของเขามักมีความรุนแรง ดิบ และหม่น แต่ก็ขับเคลื่อนด้วยพลังของหนังแนวชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น The Chaser, The Yellow Sea หรือ The Wailing สำหรับ Hope ผู้กำกับมองว่าภาพของเอเลี่ยนไม่ได้เป็นเพียงศัตรู แต่ยังมีมิติของความน่าสงสารและเป็นอุปลักษณ์บางอย่างของมนุษย์เอง ทำให้หนังมีทั้งความบ้าคลั่ง ความตื่นเต้น และชั้นเชิงเชิงความหมายในเวลาเดียวกัน


