Metro 2039 พาผู้เล่นกลับมอสโก แต่ยังคงกลิ่นอายแบบ Exodus
Metro 2039 ภาคหลักลำดับที่สี่ของซีรีส์ Metro จาก 4A Games พาผู้เล่นย้อนกลับไปยังมอสโกและเครือข่ายรถไฟใต้ดินที่เป็นเอกลักษณ์อีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ใน Exodus ที่ Artyom ออกเดินทางไปไกล เกมภาคนี้…

Metro 2039 ภาคหลักลำดับที่สี่ของซีรีส์ Metro จาก 4A Games พาผู้เล่นย้อนกลับไปยังมอสโกและเครือข่ายรถไฟใต้ดินที่เป็นเอกลักษณ์อีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ใน Exodus ที่ Artyom ออกเดินทางไปไกล เกมภาคนี้เปลี่ยนมาให้ผู้เล่นสวมบทตัวละครใหม่ชื่อ The Stranger ซึ่งมีบุคลิกพูดเก่งและแข็งกร้าวกว่าเดิม ภารกิจหลักของเขาคือไล่ล่าและสังหาร Hunter อดีต Ranger ในตำนานที่ดูเหมือนจะกลายเป็นผู้มีอำนาจควบคุมสถานีรถไฟใต้ดินเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน
จากเดโมที่ได้ลองเล่นราวหนึ่งชั่วโมง บรรยากาศของ Metro 2039 ถูกยืนยันว่า “กลับมาแล้ว” อย่างชัดเจน ทั้งโทนโลกหลังวันสิ้นโลก ความหนักแน่นของอุปกรณ์ และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นเสน่ห์ของซีรีส์ เช่น การปรับแต่งไฟฉายหรืออุปกรณ์เอาตัวรอดต่างๆ งานภาพยังคงดูดีแม้เล่นผ่านสตรีม และให้ความรู้สึกคุ้นเคยแบบ Metro ที่แฟนๆ น่าจะจดจำได้ทันที
อย่างไรก็ตาม เกมไม่ได้ถอยกลับไปใช้สูตรเดิมทั้งหมด เพราะยังหยิบแนวทางจาก Exodus มาต่อยอด โดยช่วงที่ผู้เขียนได้เล่นเป็นพื้นที่กึ่งเปิดด้านบนดินมากกว่าทางเดินเส้นตรงแบบภาคก่อนๆ ทำให้สำรวจได้อิสระขึ้น แม้จะยังถูกจำกัดด้วยทรัพยากรสำคัญอย่างไส้กรองหน้ากากและของคราฟต์ การออกสำรวจจึงให้รางวัลเป็นทั้งอาวุธที่อัปเกรดแล้ว เบาะแสเนื้อเรื่อง ชิ้นส่วนอาวุธ แผนผังสร้างของ และห้องลับที่ต้องหาวิธีเปิดด้วยรหัส
องค์ประกอบการลอบเร้นและการต่อสู้ยังเป็นแกนหลักของเกม ผู้เล่นสามารถเลือกบุกตรงๆ หรือซุ่มจัดการศัตรูอย่างเงียบๆ ด้วยมีดขว้างและอาวุธติดเก็บเสียง ระบบการมองเห็นด้วยหน้าปัดนาฬิกายังคงช่วยบอกสถานะการถูกเห็นเช่นเดิม ขณะเดียวกันศัตรูมนุษย์และสัตว์กลายพันธุ์ก็ทำหน้าที่ผลักให้การเล่นมีจังหวะตึงเครียดสลับกับการค้นหาทรัพยากร แม้ผู้เขียนจะมองว่าศัตรูประเภทบอสโผล่บ่อยเกินไปอยู่บ้าง
สิ่งที่เดโมทำได้ดีเป็นพิเศษคือการเปิดทางเลือกหลายเส้นทางในการบุกฐานศัตรูและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลรอบด้าน เช่น การพบอาวุธซุ่มยิงในอาคารร้างเพื่อช่วยกำจัดศัตรูจากระยะไกล แทนการพุ่งเข้าประตูหน้าฐานโดยตรง ซึ่งสะท้อนว่าการสำรวจพื้นที่และสังเกตรายละเอียดรอบตัว ยังเป็นวิธีเล่นที่เกมให้คุณค่าอย่างมาก
จุดที่ผู้เขียนติชัดที่สุดคือการแสดงเสียงภาษาอังกฤษของ The Stranger ที่ฟังดูแข็งเกินจริงและออกแนวตัวละครแอ็กชันมากกว่าผู้รอดชีวิตในโลกหลังนิวเคลียร์ จนทำให้เขารู้สึกโหยหาความนิ่งและความคลุมเครือแบบ Artyom ในภาคก่อนๆ อย่างไรก็ดี ข้อบกพร่องนี้ยังไม่ถึงขั้นลดทอนความสนใจต่อเกมโดยรวม โดยผู้เขียนสรุปว่าการกลับสู่มอสโกของ 4A Games ครั้งนี้น่าสนใจมาก และยังคงให้ความรู้สึกอยากเล่นตัวเต็มต่อทันที


