Relic ยอมรับ Company of Heroes 3 โหมระบบแคมเปญเกินตัวจนไม่สำเร็จ
Relic Entertainment ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า Company of Heroes 3 ตั้งเป้าทำเกมให้ใหญ่และทะเยอทะยานเกินกว่าที่ทีมจะส่งมอบได้ทันเวลา โดยเฉพาะแคมเปญอิตาลีแบบไดนามิกที่ถูกวางเป็นจุดขายสำคัญของเกม แต่…

Relic Entertainment ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า Company of Heroes 3 ตั้งเป้าทำเกมให้ใหญ่และทะเยอทะยานเกินกว่าที่ทีมจะส่งมอบได้ทันเวลา โดยเฉพาะแคมเปญอิตาลีแบบไดนามิกที่ถูกวางเป็นจุดขายสำคัญของเกม แต่สุดท้ายกลับไม่พลิกให้เป็นระบบที่ “ไดนามิก” สมชื่อจริงอย่างที่คาดหวังไว้
Justin Dowdeswell ซีอีโอของ Relic อธิบายว่า ทีมตั้งใจจะสร้าง Company of Heroes ภาคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งในแง่จำนวนฝ่ายที่มีให้เล่นตั้งแต่วันแรกและการมีแคมเปญเต็มรูปแบบสองชุดพร้อมกัน ซึ่งแม้แนวคิดจะน่าตื่นเต้น แต่ก็สะท้อนกลับมาเป็นปัญหาความขัดเกลาของเกม, บั๊ก และความไม่พร้อมของคอนเทนต์ในช่วงเปิดตัวได้ชัดเจน
สำหรับแคมเปญอิตาลีที่ใช้โครงสร้างแบบแผนที่เชิงกลยุทธ์ ทีมงานตั้งใจให้มันมีความลึกและความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม แต่ในทางปฏิบัติหลายระบบยังไม่ลงตัวพอ ผู้เล่นและนักวิจารณ์จำนวนหนึ่งจึงรู้สึกว่าแคมเปญขาดความตึงเครียดและการตอบโต้ที่ควรมี ทำให้ประสบการณ์โดยรวมไม่เป็นไปตามภาพฝันของผู้พัฒนา แม้ส่วนการรบแบบเรียลไทม์ยังคงแข็งแรงและได้รับคำชมอยู่ก็ตาม
Dowdeswell บอกด้วยว่าทีมเคยเชื่อว่างานจำนวนมากที่ยังไม่เสร็จจะค่อย ๆ ประกอบกันได้ในช่วงท้ายของการพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเกม แต่กรณีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น และเมื่อถึงเวลาวางจำหน่ายก็สายเกินกว่าจะกลับไปแก้โครงสร้างหลักได้ทัน การรับฟังความคิดเห็นจากคอมมูนิตี้ ผู้สร้างคอนเทนต์ และผู้เล่นแนวแข่งขันถือเป็นขั้นตอนที่ดี แต่หลายการตัดสินใจสำคัญได้ล็อกไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
ผลลัพธ์คือเกมเปิดตัวด้วยเสียงตอบรับที่ค่อนข้างลำบาก และรีวิวผู้ใช้บน Steam ก็ยังคงอยู่ในระดับ Mixed ขณะที่ Relic ต้องใช้เวลาหลังบ้านจำนวนมากเพื่อประเมินว่าจุดไหนพลาดและจะปรับแก้อย่างไร อย่างไรก็ตาม สตูดิโอยังเดินหน้าสนับสนุนเกมต่อเนื่อง ทั้งอัปเดตฟรีขนาดใหญ่, DLC เสริม และแพตช์สำคัญที่จะตามมาในอนาคต
นอกจากนี้ Relic ยังไม่ได้ทิ้งแฟรนไชส์ Company of Heroes โดยมีแผนรีมาสเตอร์ภาคแรกในชื่อ Company of Heroes: Definitive Edition ที่จะยกเครื่องกราฟิก เพิ่มความคมชัดแสงเงา ปรับคุณภาพชีวิตการเล่น และอัปเกรดเป็น 64-bit โดยมีกำหนดออกในปี 2027 ภาพรวมของข่าวนี้สะท้อนว่าทีมพัฒนายังเชื่อในแบรนด์เดิม แม้ภาค 3 จะพิสูจน์แล้วว่าแนวคิดใหญ่โตบางอย่างยังต้องใช้เวลาและขอบเขตที่เหมาะสมกว่านี้จึงจะสำเร็จได้


