บทความชี้ Ultra อาจไม่คุ้มเทียบกับ High สำหรับเกมเมอร์ส่วนใหญ่

บทความนี้ตั้งคำถามกับความเชื่อที่ว่าโหมดกราฟิกระดับ Ultra คือทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ โดยผู้เขียนซึ่งทำงานรีวิวฮาร์ดแวร์ยอมรับว่าตัวเองมักตั้งค่ากราฟิกสูงสุดมาตลอด แต่เมื่อทดลองลดระดับลงกลับพบว่าคุณภาพภาพที่ได้แทบไม่ต่างจากเดิมในหลายเกม ขณะที่เฟรมเรตและความลื่นไหลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้เขียนใช้เครื่องสเปกระดับสูงมากอย่าง AMD Ryzen 9 7950X3D คู่กับ Radeon RX 7900 XTX และทดสอบเกมดังหลายเกมด้วยการสลับระหว่างค่า Ultra, การใช้ upscaling แบบ Balanced/Quality และการลดลงมาอีกหนึ่งขั้นเป็น High หรือ Medium ตามเมนูของเกม จุดประสงค์คือดูว่าความต่างด้านภาพคุ้มกับต้นทุนด้านประสิทธิภาพหรือไม่
ใน Cyberpunk 2077 การเปิด Ray Tracing และ Path Tracing ที่ความละเอียด 4K ทำให้เครื่องแทบเล่นไม่ได้ แต่เมื่อเปลี่ยนไปใช้การอัปสเกลแบบ Balanced ภาพยังดูใกล้เคียงเดิมมากจนสังเกตความต่างได้ยาก ในมุมของผู้เขียน แม้จะลดลงมาเป็นกราฟิกระดับ Ultra แบบไม่ใช้ ray tracing ก็ยังดูดีมาก และให้ประสบการณ์ที่เหมาะกับการเล่นจริงมากกว่า
Alan Wake 2 เป็นอีกเกมที่เน้นบรรยากาศมืดและรายละเอียดด้านแสงเงา แต่ก็เป็นตัวอย่างชัดว่าการลดความละเอียดเรนเดอร์ด้วย upscaling สามารถดันเฟรมเรตจากระดับเล่นไม่ได้ขึ้นมาเป็นระดับใช้งานได้ โดยที่ความแตกต่างทางสายตาแทบไม่เด่น เมื่อปรับลงอีกหนึ่งขั้นและปิด ray tracing ก็ยิ่งได้ความลื่นไหลเพิ่มขึ้นโดยเสียความสวยงามไปไม่มากในระหว่างเล่นจริง
Hogwarts Legacy และ Final Fantasy VII: Rebirth ก็ให้ผลในทิศทางใกล้เคียงกัน ผู้เขียนมองว่าแม้การเปิดฟีเจอร์กราฟิกสูงสุดจะช่วยให้ภาพนิ่งดูสวยมาก แต่เมื่อต้องเล่นจริง การลดรายละเอียดลงเล็กน้อยกลับแทบไม่ทำลายความสมจริงหรือความน่าอินของเกม โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยี upscaling เข้ามาช่วยรักษาคุณภาพภาพไว้
ข้อสรุปของบทความคือ ค่า Ultra จำนวนมากถูกใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงการตลาดและภาพหน้าจอที่สวยที่สุด มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้เล่นทั่วไปจำเป็นต้องใช้ ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมลดกราฟิกลงมาหนึ่งระดับมักให้ผลคุ้มค่ากว่า เพราะได้เฟรมเรตที่สูงขึ้น ประสบการณ์ที่ลื่นกว่า และยังคงภาพที่สวยพอสำหรับการเล่นส่วนใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการไล่หาค่าสูงสุดเสมอไป


