WoW: Forever เปิดเบตาเดือนกันยายน พร้อมระบบสมัครเข้าทดสอบและคอนเทนต์ใหม่ทยอยปลดล็อก
World of Warcraft: Forever เป็นโปรเจ็กต์ใหม่ของ Blizzard ที่นำจักรวาล MMO อันคุ้นเคยมาตีความในรูปแบบที่ต่างไปจาก WoW Classic ทั่วไป โดยจุดเด่นคือเกมเวอร์ชันนี้จะไม่ก้าวต่อไปสู่คอนเทนต์ยุคถัดไป แต่จะ…

World of Warcraft: Forever เป็นโปรเจ็กต์ใหม่ของ Blizzard ที่นำจักรวาล MMO อันคุ้นเคยมาตีความในรูปแบบที่ต่างไปจาก WoW Classic ทั่วไป โดยจุดเด่นคือเกมเวอร์ชันนี้จะไม่ก้าวต่อไปสู่คอนเทนต์ยุคถัดไป แต่จะยึดอยู่กับช่วงต้นของเกมดั้งเดิม พร้อมเพิ่มภารกิจ ดันเจียน และความสามารถของคลาสบางส่วนเข้าไปเพื่อให้ผู้เล่นได้ทดลองประสบการณ์ใหม่ในกรอบเนื้อหาแบบคลาสสิก
เบตาสาธารณะของ World of Warcraft: Forever มีกำหนดเริ่มในวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายนบน PC และจะเปิดให้เล่นยาวประมาณหนึ่งเดือนก่อนปิดในวันที่ 21 ตุลาคม Blizzard ยังไม่ประกาศเวลาเปิดอย่างเป็นทางการ แต่โดยปกติแล้วเบตาของ WoW มักเริ่มช่วงสายถึงบ่ายตามเวลาแปซิฟิก ผู้เล่นที่ซื้อแพ็กพรีเมียมบางชุดจะได้สิทธิ์เข้าเล่นทันทีตั้งแต่วันแรกของการเปิดทดสอบ
วิธีเข้าร่วมเบตาแบ่งได้ 2 แบบ แบบแรกคือการซื้อชุด Skyborne Epic Pack ราคา 59.99 ดอลลาร์ หรือ Warcraft Forever Collection ราคา 79.99 ดอลลาร์ ซึ่งทั้งสองชุดมอบสิทธิ์เข้าถึงเบตาโดยตรง อีกทางคือสมัครลุ้นสิทธิ์ผ่านหน้าเว็บไซต์ของเกมด้วยปุ่ม Beta Opt-in ซึ่งเป็นวิธีสำหรับผู้เล่นทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อชุดพรีเมียม
หลังจากได้สิทธิ์แล้ว ผู้เล่นสามารถตรวจสอบสถานะในตัว Battle.net launcher ได้ โดยเข้าไปที่เมนูดรอปดาวน์ของ World of Warcraft แล้วเลือก World of Warcraft: Forever หากบัญชีได้รับสิทธิ์ ระบบจะแสดงให้เห็นว่าพร้อมดาวน์โหลดและเข้าเล่นได้
เนื้อหาในเบตาจะถูกแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรกเริ่มวันที่ 17 กันยายน จำกัดเลเวลไว้ที่ 20 และเปิดให้ทดสอบความสามารถใหม่ของคลาส ตลอดจนไอเท็มจากระบบอาชีพใหม่ นอกจากนี้ยังมีดันเจียนอย่าง Hall of Thanes และ Ruins of Lordaeron ให้สำรวจ พร้อมระบบ Legacy system ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเกมเวอร์ชันนี้
ราวสองสัปดาห์ถัดมา ในเฟสที่สอง เลเวลสูงสุดจะขยับเป็น 30 และเพิ่มดันเจียนใหม่ Excavation Site: Wetlands เข้ามาให้เล่นต่อ โดยยังคงเน้นการทดลองความเปลี่ยนแปลงด้านคลาส อาชีพ และระบบเดิมที่ Blizzard นำกลับมาตีความใหม่สำหรับโปรเจ็กต์นี้
ภาพรวมของ WoW: Forever จึงสะท้อนความพยายามของ Blizzard ในการดึงเสน่ห์ยุคต้นของ World of Warcraft มาสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับแฟนเกม ทั้งในฐานะของการทดสอบก่อนเปิดจริงในเดือนพฤศจิกายน และในฐานะเวอร์ชันที่อาจตอบโจทย์ผู้เล่นที่อยากได้ความรู้สึกแบบคลาสสิก แต่ยังมีคอนเทนต์ใหม่ให้ค้นหาไปพร้อมกัน


