WoW x D&D เล่มครอสโอเวอร์น่าสนใจแต่ไม่สม่ำเสมอ บางส่วนใหม่มาก บางส่วนพึ่งของเดิมใน PHB
โปรเจกต์ครอสโอเวอร์ระหว่าง World of Warcraft กับ Dungeons & Dragons ถูกมองว่าเป็นการจับคู่แฟรนไชส์ใหญ่สองฝั่งที่น่าจะสร้างความตื่นเต้นได้มาก แต่เมื่อดูตัวหนังสือจริงแล้ว ผลลัพธ์กลับ “ก้ำกึ่ง” คือมี…

โปรเจกต์ครอสโอเวอร์ระหว่าง World of Warcraft กับ Dungeons & Dragons ถูกมองว่าเป็นการจับคู่แฟรนไชส์ใหญ่สองฝั่งที่น่าจะสร้างความตื่นเต้นได้มาก แต่เมื่อดูตัวหนังสือจริงแล้ว ผลลัพธ์กลับ “ก้ำกึ่ง” คือมีทั้งส่วนที่ออกแบบใหม่อย่างน่าสนใจ และส่วนที่ดูเหมือนเพียงชี้ให้ใช้เนื้อหาจาก Player’s Handbook เดิมแทน จึงทำให้ภาพรวมไม่ได้โดดเด่นเท่าที่หลายคนคาดหวัง แม้กระนั้นก็ยังมีไอเดียดี ๆ ปะปนอยู่พอสมควร โดยเฉพาะระบบเสริมที่สามารถนำไปใช้กับแคมเปญ D&D ทั่วไปได้ด้วย
จุดที่รีวิวให้ความสนใจมากที่สุดคือการปรับคลาสให้เข้ากับธีมของ WoW ซึ่งบางคลาสถูกออกแบบมาได้ค่อนข้างมีน้ำหนัก เช่น Death Knight ที่ใช้โครงของ Paladin แต่เปลี่ยนความสามารถสำคัญหลายอย่างเป็นชุดท่าทางและเวทเฉพาะของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความสมดุลของบางสกิลยังน่ากังวล โดยเฉพาะ Divine Shield ที่ให้ความคุ้มกันจากความเสียหายและการเคลื่อนที่ในระดับที่แรงเกินไปสำหรับระบบเกม ทำให้กลิ่นอายของ WoW มาเต็มแต่ก็อาจหลุดสมดุลในเชิงกลไก
ในทางกลับกัน บางคลาสและบางสายอาชีพถูกเติมเนื้อหามาน้อยจนดูไม่คุ้มค่ากับพื้นที่ในเล่ม เช่น Rogue ที่หลายส่วนแทบเป็นเพียงการนำ subclass ที่มีอยู่แล้วมาปรับเปลือกนอก ส่วน Shaman ก็ถูกยัดเข้าโครงของ Barbarian จนใช้ได้จริงแค่บางแนวทาง โดยเฉพาะ Enhancement ขณะที่ Elemental และ Restoration ไม่ได้สะท้อนบทบาทเดิมในเกมต้นฉบับมากนัก นอกจากนี้ฝั่งสายเลือดหรือ origin ของตัวละครก็มีความไม่เท่ากัน บางเผ่าได้รับความสามารถเฉพาะตัวละเอียดดี แต่บางเผ่าอย่าง Orc หรือ Dwarf กลับแทบไม่มีอะไรใหม่เลย
อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้มีส่วนที่ผู้เขียนรีวิวชื่นชมชัดเจน คือระบบการเก็บทรัพยากรและการคราฟต์ ซึ่งแตกต่างจาก D&D 5e แบบเดิมที่มักถูกมองว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ในเกมจริง ระบบใหม่เชื่อม tool proficiency เข้ากับ profession progression ทำให้การทำของมีความหมายมากขึ้น มีตารางช่วยให้หา raw materials ได้เป็นระบบ และในระดับสูงยังผูกกับแหล่งวัตถุดิบเฉพาะภูมิภาคหรือสูตรจากฝ่ายต่าง ๆ จนสามารถต่อยอดเป็นภารกิจหรือเส้นเรื่องย่อยได้สบาย
อีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจคือ renown กับฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งให้รางวัลตามความสัมพันธ์และความคืบหน้าของผู้เล่น เช่น สิทธิ์เรียน proficiency เพิ่ม รับพรจากผู้นำ หรือได้โบนัสเวลาเก็บวัตถุดิบ จุดเด่นของระบบนี้คือทำให้การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีผลในเชิงเกมเพลย์จริง ไม่ใช่แค่แต้มสะสมที่สวยงามบนกระดาษ ตัวอย่างอย่าง Shield Guardian ของ Gnomeregan ยังใส่ลูกเล่นเชิงบทบาทที่น่าจำ ถ้าค่าความนิยมตกลงต่ำ ผู้พิทักษ์ก็อาจหันกลับมาเล่นงานเจ้าของได้
นอกจากระบบหลัก หนังสือยังมีฉากผจญภัยสำเร็จรูป สเตตบล็อกเฉพาะ ตัวละครศัตรูใหม่ และไอเท็มเวทมนตร์เพิ่มเข้ามาในระดับที่พอใช้ได้ รวมถึงบestiary ที่ดูแข็งแรงพอสำหรับเอาไปหยิบใช้ในแคมเปญอื่นได้ ผู้เขียนรีวิวสรุปว่าความน่าสนใจของเล่มอยู่ตรงที่มันมี “ของดีจริง” ปะปนอยู่มาก แต่ความไม่สม่ำเสมอระหว่างส่วนที่สร้างสรรค์กับส่วนที่พึ่งพาของเดิมมากเกินไป ทำให้ประสบการณ์โดยรวมยังไม่ถึงขั้นเป็นครอสโอเวอร์ที่สมบูรณ์แบบ
โดยสรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ใช่การแปลง World of Warcraft ให้กลายเป็น D&D แบบ 1:1 อย่างที่แฟนบางคนหวัง แต่ถ้าดูในมุมของการได้ไอเดียใหม่ ๆ โดยเฉพาะระบบคราฟต์ การเก็บเกี่ยว และแรงจูงใจจากฝ่ายต่าง ๆ ก็ถือว่ามีคุณค่าพอสมควรสำหรับผู้เล่นหรือ Dungeon Master ที่ต้องการนำไปปรับใช้ในแคมเปญของตนเอง


