Blizzard จะปรับลุคเอลฟ์สีน้ำเงินใน World of Warcraft: Forever ให้ดูย้อนยุคขึ้น
Blizzard ยืนยันว่าจะปรับงานภาพของเผ่าพันธุ์ใหม่ใน World of Warcraft: Forever หรือ Skyborne ให้เข้ากับบรรยากาศเกมยุคคลาสสิกมากขึ้น หลังจากมีเสียงวิจารณ์ว่ารูปลักษณ์ของพวกเขาดู “ใหม่” เกินไปเมื่อเทียบ…

Blizzard ยืนยันว่าจะปรับงานภาพของเผ่าพันธุ์ใหม่ใน World of Warcraft: Forever หรือ Skyborne ให้เข้ากับบรรยากาศเกมยุคคลาสสิกมากขึ้น หลังจากมีเสียงวิจารณ์ว่ารูปลักษณ์ของพวกเขาดู “ใหม่” เกินไปเมื่อเทียบกับโมเดลตัวละครดั้งเดิมของ WoW ที่จงใจคงความหยาบและเก่าเอาไว้เพื่อรักษาความเป็นต้นฉบับของเกมยุค 2004
ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของโปรเจกต์ เพราะ WoW: Forever ถูกออกแบบมาให้ผสมผสานความเก่ากับความใหม่ เพื่อให้ทั้งผู้เล่นหน้าใหม่และแฟนดั้งเดิมเข้าถึงได้ง่าย แต่ Skyborne กลับถูกมองว่าใกล้เคียงกับเผ่าพันธุ์ Blood Elf จากภาค The Burning Crusade มากเกินไป ทั้งในแง่สัดส่วน ความเนียนของพื้นผิว และความคมชัดของโมเดล จนขัดกับภาพรวมของเกมเวอร์ชันคลาสสิก
ในบล็อกอัปเดต Blizzard ระบุว่าทีมพัฒนาได้ทบทวนระดับความละเอียดของภาพและความสอดคล้องของศิลป์ภายในเกมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาว่าองค์ประกอบใดเหมาะกับโลกของ WoW: Forever และอะไรควรถูกปรับให้ถอยกลับไปใกล้สไตล์ดั้งเดิมมากขึ้น บริษัทระบุชัดว่า Skyborne ยัง “ไม่สอดคล้อง” กับทิศทางที่ต้องการ จึงจะมีการปรับรายละเอียดด้านภาพใหม่
การเปลี่ยนแปลงจะครอบคลุมทั้งโหมดกราฟิก HD และ SD โดยในเวอร์ชันภาพคมชัดจะมีการปรับรูปทรง ขน และพื้นผิวให้มีเส้นที่แข็งและหยาบขึ้น เพื่อให้กลมกลืนกับงานศิลป์ดั้งเดิม ขณะที่ฝั่ง SD ซึ่งตั้งใจให้ผู้เล่นสัมผัสบรรยากาศแบบย้อนยุคสุดทาง จะได้รับโมเดลที่ “ลดความเนียน” ลงเช่นกัน แม้จะต้องรอถึงช่วงต้นปีหน้า
Blizzard ยังเผยภาพตัวอย่างงานที่กำลังพัฒนา ซึ่งสะท้อนแนวทางใหม่ได้ค่อนข้างชัดว่าโมเดลจะดูเรียบง่ายและเหลี่ยมมุมกว่าเดิมมาก สีฟ้าสว่างจัดถูกลดความฉูดฉาดลง และองค์ประกอบต่าง ๆ ถูกทำให้ดูมีความหยาบแบบยุคเก่ามากขึ้น โดยเฉพาะในร่างสัตว์ของดรูอิดที่ออกแบบให้สอดคล้องกับสุนทรียะของเกมต้นฉบับ
การยอมปรับลดความ “ล้ำ” ของเผ่าพันธุ์ที่ต้องปลดล็อกด้วยค่าใช้จ่ายยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญว่า Blizzard ต้องการรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของ WoW: Forever อย่างจริงจัง และพร้อมรับฟังเสียงชุมชนก่อนเกมเปิดให้บริการในวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งอาจช่วยลดกระแสกังขาเกี่ยวกับทิศทางของโปรเจกต์ได้บางส่วน


